วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

บทสรุป Horizon Zero Dawn [ตอนจบ]



                    บทสรุป   Horizon Zero Dawn [ตอนจบ] 


                                          เรื่องราวก่อนหน้านี้                 

                                          บทที่ 1 บทแห่ง Nora 

             http://decibelperoxide.blogspot.com/2017/03/horizon-zero-dawn.html

                                          บทที่ 2 บทแห่ง Carja

    http://decibelperoxide.blogspot.com/2017/06/horizon-zero-dawn-httpdecibelperoxide.html



                                บทที่ 3 บทแห่ง อุปราคา (The Eclipse)






               เส้นทางขึ้นดินแดนทางเหนือสู่ เขตแดนน้ำแข็งแห่ง  Carja 







ในเขตภาคเหนือของ Carja จะมีจุด Vantage point  3 จุดสุดท้ายให้สำรวจเพื่อรับรู้เรื่องราวในอดีต





                                        Vantage point 10 : BRYCE ORBITAL

Bashar Mati: Apocashitstorm Tour: วันที่ 12 ขณะทั่เรากำลังมองดูเครื่องส่งจรวดพุ่งโค้งตัดขอบฟ้าในยามค่ำคืนอย่างกระตือรือร้น คุณจำมือผม แล้วบีบมันจนแน่นก่อนจะบอกว่า “คุณต้องเขียนเรื่องราวครอบครัวของเราตอนบินข้ามดวงดาวนะ” 




                             Vantage point 11 : FARD AUTOMATED SOLUTIONS 

Bashar Mati: Apocashitstorm Tour: วันที่ 1 ผมไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าจากจุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดจบหรือจะเริ่มที่จุดจบดี แต่อย่างไรก็ตาม กราวซีโร่ เมื่อเกิดการพุ่งชน ทุกอย่างจะถูกทำลายทั้งหมด เริ่มจากการงานของผมก่อน จากนั้นก็ทุกอย่าง ผมหมายถึงทุกอย่างจริงๆนะ 




                                              Vantage point 12: KING’S PEAK 



Bashar Mati: Apocashitstorm Tour: วันที่ 10 ฉะนั้น ที่นี่จึงกลายเป็นที่ที่ผมจะได้เรียนรู้ว่า ทำยังไงโลกมันจะถึงจุดจบ ถือว่ามันเป็นวันโลกแตกครั้งที่สองของผมในปีนี้เลย แต่ดูเหมือนตอนนี้จะเริ่มมีสิ่งปลูกสร้างมากขึ้น ทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้นะ
                  



จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปกำหนดจุดเป้าหมายของ Main Quest: MAKER’S END ต่อ  ในขณะเดินทางเข้าใกล้เป้าหมาย เสียงของผู้ติดต่อลึกลับก็ดังขึ้นในเครื่อง Focus ของ Aloy อีกครั้งในขณะที่เธอกำลังบ่นเรื่องผู้หญิงปริศนาที่เธอไม่รู้จัก

          

[Aloy] – Maker ‘s End อีกไม่ไกลแล้ว Olin บอกว่าเขาพบภาพของผู้หญิงคนนั้นที่เราเคยเจอในเครื่องจักรโบราณในถ้ำ ถ้าเธอเป็นแม่ของเราล่ะ? แล้วทำไมเราต้องตามเธอออกมาไกลจากดินแดน Nora ขนาดนี้ด้วยนะ? ไม่เข้าใจจริงๆ ตกลงเธอคือใครกันแน่
[ผู้ติดต่อลึกลับ] – เธอชื่อ Elisabet Sobeck 
[Aloy] – คุณ ! เข้ามาสอดแนมในเครื่อง Focus ของชั้นอีกแล้วนะ ! เฮ้ออ ... เอาล่ะ ว่ามา คุณรู้เรื่องอะไรของเธอบ้างละ?
[ผู้ติดต่อลึกลับ] – อยู่ในช่วงเวลาปัจจุบันเหมือนกับเจ้านั่นแหละ แต่อยู่มานานกว่ามาก เจ้ารู้จักนางดี บางทีอาจจะเรียกว่า รู้จักดีมากๆด้วย แต่ตอนนี้เจ้าควรระวังตอนเจ้าไปถึงที่ Maker ‘s End ก่อนจะดีกว่า เพราะมันเต็มไปด้วยนักรบของพวกอุปราคาเต็มไปหมด เพื่อจะให้เจ้าจัดการพวกมันได้ง่ายขึ้น ก่อนถึงที่นั่นข้ามีเครื่องใช้บางอย่างจะให้เจ้าเอาไว้ใช้งาน ข้าจะแสดงตำแหน่งให้ในเครื่อง Focus ของเจ้าก็แล้วกันนะ 
[Aloy] – Elisabet Sobeck งั้นหรอ ? ทำไมชื่อฟังดูแปลกๆแฮะ ?  





                                     Main Quest: MAKER’S END





หลังจากที่ได้รับข้อความล่าสุดจากชายปริศนาผ่านทางเครื่อง Focus ในขณะที่กำลังเดินทางขึ้นเหนือ เมื่อกดดูในแผนที่ใน Main Quest: MAKER’S END จะมีจุดเป้าหมายภารกิจเพิ่มมาอีกอันที่ใกล้ๆจุดกองไฟก่อนถึงจุดเป้าหมายของภารกิจหลักด้านบน


สำรวจที่กล่องตรงจุดเป้าหมายจะพบอาวุธที่ซ่อนอยู่ เสียดายที่มันเป็นแค่ Ropcaster ระดับต่ำที่ไม่ได้สำคัญมากกว่าที่มีอยู่ เก็บมาแล้วก็มุ่งหน้าขึ้นเหนือตามจุดหมายของภารกิจที่ซากตึกขนาดใหญ่ต่อจนถึงลานกว้างด้านใน Aloy จะเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการระเบิดอย่างรุนแรงที่เริ่มจะแรงขึ้นเรื่อยๆเมื่อเข้าไปใกล้ จนเมื่อเห็นกับตา คือภาพของจักรกลขนาดใหญ่ที่กำลังระเบิดเพื่อเปิดพื้นที่โดยการควบคุมของพวก Eclipse


คนของ Eclipse - เตรียมพร้อม ยิงได้ !! เตรียมอาวุธทุกชนิดให้พร้อม ถึงเวลาที่ต้องเดินหน้าต่อแล้วให้เร็วด้วยอย่ามัวแต่อู้ ไม่นานเจ้าปีศาจอีกตัวจะได้ขึ้นมาเคียงคู่กับเจ้า Deathbringer ตัวนี้ เราจะได้เปิดศึกอย่างเต็มที่กันซักที !!
Aloy – นี่เป็นแค่ หนึ่งใน Deathbringer งั้นหรอ? อย่างที่ Olin บอกชื่อมันไว้จริงๆด้วย ชั้นคงจะเข้าไปที่ซากตึกสูงนั่นไม่ได้แน่ถ้าไม่หาทางทำลายเจ้านี่ซะก่อน 



จากนั้นที่ต้องทำคือทำลาย Deathbringer และพวก Eclipse ที่อยู่ในพื้นที่ให้หมด โดยเริ่มจากซุ่มยิงพวก Eclipse และ Watcher ที่อยู่รอบๆพื้นที่ให้หมดก่อนจะเป็นการดีที่สุด หลังจากกำจัดพวกศัตรูจนหมดแล้ว จะมีพวก Eclipse คนนึงที่ใช้เครื่อง Focus และทำตกเอาไว้เมื่อจัดการมันได้ Aloy จึงรีบเข้าไปตรวจสอบดูทันที



Aloy – นี่มันอะไรกันเนี้ย ?
HADES – ตัวตนที่เป็นสัจภัณฑ์ ยังคงดำรงอยู่งั้นหรอ? ยอมรับไม่ได้.. ยอมรับไม่ได้... ยอมรับไม่ได้….
Aloy – เฮ้ๆ เจ้าคนแปลกหน้า ! เจ้าได้ยินเสียงนั่นรึเปล่า ? เงียบ ? ที่เรื่องที่อยากรู้นี่ไม่เคยตอบเลยนะ 
ไม่เป็นไร ชั้นจะเข้าไปหาคำตอบในซากตึกสูงนั่นเองก็ได้  

หลังจากเก็บไอเทมต่างๆจนหมดก็เข้าไปตามทางจุดเป้าหมายของภารกิจจนพบกับถ้ำเล็กๆที่เป็นทางไปที่ซอกเล็กๆที่สามารถลอดผ่านเข้าไปที่ตัวซากอาคารได้ ที่ทางเข้า Aloy จะพบประตูที่ต้องสแกนเพื่อยืนยันตัวตนอีกครั้งเหมือนที่ถ้ำศักดิ์สิทธิ์ของ Nora



                                             
                                                     โปรดแสดงตัวตนด้วย ...



Aloy – อีกแล้วหรอ
เริ่มสแกนเพื่อระบุตัวตน ....เริ่มสแกนเพื่อระบุตัวตน
Aloy – ไม่ผ่านอีกเหมือนเดิม เฮ้อ ..
ข้อมูลรหัสพันธุกรรมยืนยันถูกต้อง ... อณุญาติให้ผ่านได้ ... ขอต้อนรับ Dr.Sobeck กรุณาเข้ามาด้านในได้เลยค่ะ 



Dr.Sobeck คุณเลยกำหนดการนัดหมายกับ Mr. Faro มาเป็นเวลา สามแสนห้าหมื่นห้าพันกับอีกสิบวันแล้ว กรุณารีบไปดำเนินการต่อในชั้นที่ 35 ค่ะ 
Aloy – เดี๋ยวนะ  สามแสนห้าหมื่นห้าพันวันนั่นมันเป็นพันปีก่อนเลยนะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี้ย ...



                                       FARD AUTOMATED SOLUTIONS

เมื่อเข้ามาในซากตึกแล้ว เป้าหมายคือขึ้นไปที่ห้องทำงานของ Mr. Faro ที่ชั้น 35 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดของซากตึกนี้  ระหว่างสำรวจตามห้องต่างๆเพื่อเก็บไอเทมและไฟล์ต่างๆให้ครบ Aloy จะเริ่มรู้ถึงสิ่งปกติที่คนที่ทำงานในตึกนี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อนทำ นั่นคือพยายามค้นคว้าหารหัสในการปลดล็อกพฤติกรรมของหุ่นยนต์เพื่อหาทางที่จะควบคุมมัน



                                                         Wellcome to FAS

ระบบต้อนรับของ FAS – ขอต้อนรับเข้าสู่ Faro Automated solution ทุกปัญหาในอนาคตจะถูกแก้ไขในวันนี้ ด้วยพนักงานกว่า 25,000 คนที่อยู่ในประเทศนี้และมีผู้ถือหุ้นทั่วโลก Faro คือผู้นำของโลกในทุกๆภาคส่วนให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติเต็มรูปแบบด้วยการปฎิวัติสินค้าสำหรับอุปโภคบิรโภคสำหรับใช้ในครัวเรือนอย่างเข่น เครื่อง Focus ของ Faro รวมถึงหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยเพื่อหยุดการนองเลือดในเขตความขัดแย้งทั่วโลก Faro ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้อนาคตสดใสอย่างชาญฉลาดและไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อนเสมอ Faro Automated solution เพื่อการแก้ปัญหาทุกปัญหาของชีวิตอย่างชาญฉลาด
Aloy – พวกเขาเป็นคนสร้างเครื่อง Focus หรอเนี้ย ? มีคนตั้ง 25,000 คน นั่นมากกว่าเผ่าๆนึงเลยนะ สรุปว่าพวกเขาสร้างหุ่นยนต์และเครื่องควบคุม ชั้นเดาว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาในยุคของพวกเค้าสมัยนั้นแน่นอนเลย  




                                                    FAS – FSPS KHOPESH

The FSP5 “Khopesh” ด้วยขนาดที่เหมาะสมสำหรับกำลังรบหลัก ด้วยการสร้างด้วยระบบ Metamasterial ทำให้ลดการสะท้อนกลับของการยิงให้น้อยลง ทำให้สามารถเลือกอาวุธต่างให้เข้ากับสถานการณ์ในการรบและตามงบประมาณที่คุณต้องการได้ ระบบแปลงชีวมวลที่ได้รับการจดสิทธิบัตรช่วยให้สามารถใช้งานได้ในกรณีฉุกเฉินโดยมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด การประมวลผลของเป้าหมายในเชิงซ้อนทำให้การวิเคราะห์ภัยคุกคามสามารถทำได้แบบเรียลไทม์พร้อมๆกันกับการตรวจสอบด้านกฎหมายไปในตัว สำหรับดำเนินการในประเทศ หรือ ควบคุมกองทัพหุ่นจากเครือข่ายด้วย application ในการใช้อาวุธจากระยะไกล อย่างไรก็ตาม ยามใดที่คุณเรียกหาปืนใหญ่ ก็จงเรียกหา “Khopesh”
Aloy – The Deathbringer .... ระดมยิงหนักขนาดนั้น เรียกว่าเป็นกำลังรบหลักแน่นอน 





                                                    FAS – BOR7 HORUS

The BOR7 “Horus” ภาพที่สมบูรณ์แบบของระบบนิเวศน์ในการรบที่คุณมีส่วนร่วมในการควบคุมผ่านเครือข่ายความเร็วสูง ไม่ว่าคุณจะต้องการตัวตายตัวแทนในสนามรบหรือจะใช้เพื่อคาดคะเนในการวางแผนการรบ Horus มีประสิทธิภาพในการสร้างในระดับสูง หมายถึงคุณไม่ต้องรอเพื่อให้แขนต่อไปออกมา ง่ายๆเพียงแค่กำหนดค่าพลังของกองทัพที่คุณต้องการขึ้นมาแล้ว  Horus ก็จะจัดการสร้างยูนิตขึ้นมาให้อย่างเต็มกำลังตามที่คุณสามารถหามาได้ตามใบอณุญาติที่คุณจ่ายค่าธรรมเนียมเอาไว้ ในขณะที่ระบบแปลงชีวมวลของ “Horus”  ทำให้มันสามารถซ่อมแซมและพร้อมรบได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังขยายขีดความสามารถในการปฏิบัติงานนอกเหนือจากปกติด้วยการเปลี่ยนไปใช้ Titan-Class Platform ได้ด้วย นั่นทำให้ “Horus” พร้อมและได้เปรียบการรบอยู่ตลอดเวลา อนาคตของการทำสงครามด้วย Automated จึงเป็นจริงได้ในวันนี้ 
Aloy – ยกระดับความสามารถในการผลิต พวกเขาจะสร้างตัวเองเพิ่มงั้นหรอ?




                                                  FAS – ACA3 SCARAB

The ACA3 “Scarab” คือการผสมกันระหว่างการรบแบบปกติธรรมดากับข้อมูลด้านการต่อสู้ที่มีประสิทธิ์ภาพให้เป็นหนึ่งเดียวกันทำให้สามารถทำการรบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำเสมือนวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าหรือส่งหน่วยลาดตระเวณเข้าไปดูลาดเลาไว้แล้วด้วยยูนิตที่มีความอยู่รอดในขั้นสูง บางที่อาจเพราะระบบแปลงชีวมวลของ “Scarab” จึงทำให้มั่นใจว่ามันจะสามารถรอดกลับมายังฐานได้ทุกครั้งแม้ว่าพลังงานเชื้อเพลิงที่มีอยู่จะหมดลงแล้วก็ตาม หรืออาจเพราะความสามารถของ “Scarab” ที่สามารถทำให้หุ่นยนต์ของศัตรูมาอยู่ในเครือข่ายของตัวมันได้ ทำให้มันมีกองกำลังที่เพิ่มทวีคูณได้เรื่อยๆ แถมด้วยแขนกลมือขยันมากมายที่สามารถปฎิบัติการได้แบบ 360 เพื่อใช้สำหรับยึดจับสิ่งต่างๆ จัดการกับความวุ่นวายรอบๆตัวและซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้น เท่านี้คุณก็จะได้ม้าใช้ที่ทันสมัยเอาไว้ใช้งานรักษาสันติภาพได้ไม่ยาก
Aloy –ทำให้หุ่นยนต์ของศัตรูกลายเป็นทาสหรอ? ฟังดูเหมือนพวกหุ่น Corrupter ยังไงยังงั้นเลย


หลังจากสำรวจตรวจสอบตามข้อความต่างๆที่ยังคงเหลือบันทึกเอาไว้ Aloy พบว่าที่นี่คือที่ทำงานของคนเมื่อหลายพันปีก่อนที่เรียกว่า Faro Automated solution แม้จะยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอะไรมาก แต่ก็พอประติดประต่อได้ว่า โครงการที่บริษัทนี้ทำคือสร้างหุ่นยนต์เพื่อสร้างความสงบสุข แต่ดูเหมือน Aloy จะไมปักใจเชื่อหลังจากที่ผ่านทุกอย่างมาจนถึงตอนนี้


จากนั้นมุ่งหน้าปีนป่ายไปตามทางจนถึงด้านบนสุดของซากตึกที่เหลืออยู่ก็จะพบซากห้องทำงานของ Mr. Faro ที่ชั้น 35 เข้าไปสำรวจแผงควบคุมเพื่อกู้ข้อมูลที่เหลือเพื่อดูบันทึกการสนทนาระหว่าง Mr. Faro กับ Elisabet Sobeck ก่อนหน้านี้  เสร็จแล้วเข้าไปใช้ Focus สแกนเครื่องบันทึกบบโต๊ะเพื่อฟังการสนาทนาได้เลย


                                        DATAPOINT 7 – Record 31 Oct 2064



Ted Faro – Elisabet ดีใจนะที่ ......ปีนึงแล้วใช่มั๊ย?
Elisabet Sobeck – ไหนละทีมกฎหมายของคุณ Ted ?
Ted Faro – ไม่จำเป็นหรอก ผมเพิ่งยกเลิกคดีทั้ง 18 เคสก่อนที่คุณจะมาถึง คิดว่าคุณได้รับข้อมูลยืนยันไปแล้วซะอีก
Elisabet Sobeck – งั้นหรอ แล้วการทำสัญญานี้มีอะไรน่าสนใจแค่ไหน?
Ted Faro – บางที เราน่าจะสั่งอาหารกลางวันมาทานกันนะกินไปคุยไป จะได่เป็นการทำความคุ้นเคยกันไปในตัวด้วย ดีมั๊ย?
Elisabet Sobeck – อย่าเปลี่ยนเรื่อง Ted ชั้นรู้จักคุณดี คุณกำลังทำบางอย่างพัง เป็นเรื่องใหญ่มากๆด้วย ไม่งั้นคุณคงไม่ยอมรับผิดแล้วเรียกชั้นมาที่นี่หรอก เอาละ คายมันออกมาได้แล้ว
Ted Faro – เกิดปัญหาขึ้นที่ Chariot line
Elisabet Sobeck – ไอ้หุ่นนักฆ่าของคุณใช่มั๊ย?
Ted Faro – Peacekeeper .... ใช่ 
Elisabet Sobeck – งั้นก็ปิดระบบพวกมันสิ
Ted Faro – พูดตรงๆ ..ฟังนะ ถ้าเราทำได้เราทำไปแล้ว พวกมันไม่ตอบสนองคำสั่งเลย
Elisabet Sobeck – คุณจะบอกชั้นว่าพวกหุ่นพวกนั้นมันแปรพักตร์งั้นหรอ Ted?
Ted Faro – มันแย่กว่านั้น …
Elisabet Sobeck – เฮ้ออ ..ส่งข้อมูลทั้งหมดมา เดี๋ยวชั้นจัดการเอง ..คนเดียว

Aloy - Ted Faro เรียกตัว Elisabet Sobeck มาที่นี่งั้นหรอ? แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่เลยนะ


                                     DATAPOINT 8 - Record 1 NOV 2064



Elisabet Sobeck – นี่มันไม่ใช่แค่ เกิดปัญหา แต่มันคือ หายนะ !!
Ted Faro – ผมรู้ดีน่า มันแย่มาก
Elisabet Sobeck – แย่งั้นหรอ ?
Ted Faro – พระเจ้า ...นี่ฟังนะ
Elisabet Sobeck – มันไม่ใช่แค่ แย่ มันเป็นความหายนะ คุณสร้างกองทัพหุ่นนักฆ่าขึ้นมานะ !!
Ted Faro – มันคือ Peacekeeper ! มันคือ กองกำลังรักษาสันติภาพ
Elisabet Sobeck – พวกมันใช้พลังงานชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงนะ 
Ted Faro – แค่ในภาวะฉุกเฉิน !!
Elisabet Sobeck – แต่คุณสร้างมันขึ้นมาให้มีสติปัญญาจนทำให้มันกระทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเองได้
Ted Faro – แต่ขอบเขตการสร้างตัวเองของมันก็ถูกควบคุมเอาไว้
Elisabet Sobeck – ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว พวกมันตัดขาดจากการควบคุมทั้งหมดไปแล้ว และพวกมันกำลังคิดด้วยตัวเอง
Ted Faro – คุณคิดงั้นหรอ?
Elisabet Sobeck – ทุกอย่างที่มันต้องการมีแค่ เชื้อเพลิง และการเพิ่มจำนวน Ted พวกมันสามารถครองโลกนี้ได้ภายในเวลาแค่ 15 เดือน !! เราไม่ได้พูดถึงเรื่องการสูญสิ้นของอารยธรรม แต่เราพูดถึงเรื่องการสูญพันธ์ของมนุษย์ชาติ !!
Ted Faro – เออๆๆผมรู้แล้วน่า !! แล้วเราจะจำกัดอาณาเขตพวกมันได้ยังไง !?
Elisabet Sobeck – เราจำกัดอาณาเขตมันไม่ได้ มันทำไม่ได้ !!
Ted Faro – คุณก็รู้ว่าผมหมายความว่ายังไง?
Elisabet Sobeck – ใช่ รู้ ..ต้องรีบทำก่อนที่ความจริงจะถูกเปิดเผยออกไป คุณหมายความว่างั้นใช่มั๊ย?
Ted Faro – เอาละ ฟังนะ ผมจะทำทุกอย่างตามที่คุณบอก ขอให้คุณทำงานของคุณต่อเถอะ  เสนอแนะอะไรมาผมยอมหมด 
Elisabet Sobeck – รักษาคำพูดของคุณด้วยละ Ted !!

Aloy – หุ่นยนต์ของ Faro คุกคามและทำลายทุกชีวิตบนโลกงั้นหรอ? แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามเธอก็จะแพ้พวกมัน ! โลกของคนในยุคก่อนล่มสลาย แต่ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป ไม่งั้นพวกเราคงจะไม่มาอยู่ที่นี่


                                   DATAPOINT 9 - Record 3 NOV 2064



Ted Faro – Project Zero Dawn งั้นหรอ? พระเจ้า ..ฟังนะ มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วหรอ!
Elisabet Sobeck – ถ้าต้องการจะแก้ไขเรื่องที่คุณทำพังเอาไว้ ชั้นก็แนะนำแผนนี้แหละ
Ted Faro – แต่เรื่องนี้ .. เรื่องนี้ ตอนผมบอกคุณให้หาทางแก้ไข ผมไม่ได้คิดว่าทุกอย่างมันจะเลวร้ายจนเหมือนเกิดโรคระบาดแบบนี้นะ
Elisabet Sobeck – มันไม่ใช่แบบนั้น Ted ถึงแม้จะฟังดูน่ากลัวแต่มันก็เป็นทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะฉะนั้นเซ็นต์ยินยอมรับข้อเสนอเถอะ
Ted Faro – เซ็นต์ยินยอมหรอ ผมไม่เซ็นต์อะไรทั้งนั้นแหละ !!
Elisabet Sobeck – เซ็นต์สิ คุณต้องเซ็นต์
Ted Faro – นั่นมัน  …ฟังนะ ..ผมยังเกรวกลัวต่อบาปอยู่นะที่จะให้เซ็นต์ยอมรับกับเรื่องแบบนั้นน่ะ
Elisabet Sobeck – คุณก็ต้องตัดสินใจแล้ว Ted ! ชั้นคุยกับคุณจาก VTOL ระหว่างเส้นทางไปยัง US Robot Command อีก 15 นาทีชั้นจะเข้าไปคุยกับนายพล Herres และพวกคณะเสนาธิการร่วมที่ยังเหลืออยู่
Ted Faro – ว่าไงนะ !! นี่คุณบ้าไปแล้วหรอ??
Elisabet Sobeck – เอาละ ตอนนี้คุณต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเซ็นต์ยินยอมให้ชั้นทำตามแผนของชั้น ฉันจะบอกพวกเขาว่า บริษัท ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้ให้การรับรองและให้เงินช่วยเหลือสำหรับใช้ในการสร้าง Zero Dawn ตามที่ชั้นออกแบบเอาไว้ หรือ จะตอบคำถามพวกเขาเอง ชั้นรับรองเลยว่าที่นี้คนทั้งโลกก็จะรู้กันทั่วว่าต้นตอของปัญหาวิกฤติการณ์หุ่นยนต์ไร้การควบคุมในครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากใครกันแน่ !  
Ted Faro – ให้ตายเถอะ พระเจ้า ! …คุณไม่ต้องมาขู่ผมหรอก ..... เซ็นต์ก็ได้ !
Elisabet Sobeck – คุณเลือกทางที่ถูกที่ควรแล้ว Ted  จากนี้เป็นต้นไป คูณก็ได้ทำในสิ่งที่ดีเหมือนอย่างที่คุณเคยตั้งใจไว้ตลอดมาแล้ว ก่อนที่อีกไม่นานคุณก็จะได้รับกรรมจากเรื่องสกปรกที่คุณทำไว้ ไม่ว่าคุณจะตั้งใจหรือเปล่าก็เถอะ 



Aloy – ตกลงเธอจะแก้ปัญหานี้ได้ยังไงกันนะ ? แล้วเธอจะหยุดพวกหุ่นยนต์นั่นยังไงกัน ? นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลย Sobeck ไม่ใช่แม่ชั้นแน่นอนเพราะเธอมีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีมาแล้ว การค้นหาความจริงของชั้นที่ผ่านมามันไม่ได้ใกล้เคียงเลย
เสียงจากชายปริศนา – นี่คือการแสดงออกหลังจากที่เจ้าได้รับรู้ทุกอย่างมางั้นหรอ ? ร้องไห้ขี้แยเหมือนเด็กน้อยเนี้ยนะ?
Aloy – ถ้าอยากจะพูดกับชั้นมากนักทำไมไม่แสดงตัวออกมาซะทีละ !



เสียงจากชายปริศนา – ก็ได้ ....ถามจริงๆ นี่เจ้าไม่รู้จะทำยังไงดีกับสิ่งที่เจ้าอุตส่าห์บากบั่นค้นหามาจนเจองั้นหรอ Aloy หรือว่าข้าคาดหวังในตัวเจ้าสูงจนเกินไป
Aloy – อืมม ในที่สุดก็รู้ว่าท่านก็มีหน้าตา แล้วคุณมีชื่อด้วยมั๊ยเนี้ย?
เสียงจากชายปริศนา – มีคำถามมากมายที่เจ้าควรจะถามข้าในตอนนี้ แต่คำถามเดียวที่เจ้าถามข้าคือชื่อข้างั้นหรอ? ที่ผ่านมาข้าใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตไปกับการค้นหาตามแหล่งอารยธรรมเก่าของพวกคนยุคก่อนเพื่อพยายามอธิบายว่ามันเกิดเรื่องร้ายแรงอะไรกับพวกเขากันแน่ จนถึงเมื่อปีที่แล้วที่ข้าเริ่มรู้ว่า สาเหตุมันมาจากหุ่นยนต์ของ Faro เป็นตัวการในการทำลายอารยธรรมของพวกเขาจนหมดสิ้น แต่ข้าก็ยังยืนยันไม่ได้แน่นอน แต่เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วเจ้าเพิ่งจะไขปริศนาในความรู้ของอารยธรรมโบราณที่ข้าตามหามาตลอดชีวิต แต่ที่เจ้าอยากรู้ที่สุดคือชื่อของข้างั้นหรอ? …. Sylens นั่นชื่อของข้า เอาล่ะ ที่นี่ทำไมเจ้าไม่อยากทำคำถามอื่นๆที่มันสำคัญน้อยกว่านี้อีกล่ะ?

Aloy [You don’t understand ...] คุณไม่รู้หรอกว่าที่ผ่านมาชั้นต้องเจอเรื่องที่มันหนักหนาแค่ไหนถึงจะมาถึงจุดนี้ได้ ตลอดชีวิต ชั้นโตมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวชั้นเป็นใคร เกิดจากใคร มาจากไหน แล้วจากนั้นพวกอุปราคา (Eclipse) ก็ปรากฏตัวขึ้นมาพยายามฆ่าชั้นเพราะนึกว่าเป็นผู้หญิงที่ชื่อ Elisabet Sobeck  
Sylens – แล้วพวกมันก็ฆ่าชายคนที่พยายามช่วยเจ้า จากนั้นเจ้าก็ถูกพบตัวที่ภูเขาอย่างกับเด็กน้อย ข้ารู้หมดแล้ว มองผ่าน Focus ของเจ้าไง 
Aloy – ประเด็นคือ ทุกครั้งที่ชั้นเข้าไปใกล้สิ่งที่ค้นหา คำตอบของมันก็ขยับหนีไปไกลเกินเอื้อมทุกที คุณไม่เข้าใจหรอก
Sylens – ไม่ใช่ข้าไม่เข้าใจแต่ข้าไม่แคร์ต่างหาก ก็ถ้าคำตอบที่เจ้าค้นหามันขยับหนีไปไกลทุกครั้งที่เจ้าเข้าไปใกล้ งั้นเจ้าคงต้องรีบวิ่งไปคว้ามันไว้แล้วล่ะ บางทีเจ้าก็แค่ยังไม่เข้าใจว่าปัญหาที่เจ้ามีคืออะไรมากกว่า 
Aloy – ปัญหาหรอ ? แล้วท่านคุณคิดว่ามันคืออะไรกันล่ะ?




Sylens – เจ้ากำลังไล่ตามค้นหาคนๆนึงที่เป็นปริศนาซึ่งมันนำเจ้าไปสู่ปริศนาที่ยิ่งใหญ่กว่า มันเหมือนเธอสามารถเชื่อมโยงไป Elisabet Sobeck  ได้
Aloy – แต่ อะไรคือสิ่งที่เชื่อมโยงกันล่ะในเมือเธอเองก็ไม่ใช่แม่ของชั้นพระเกิดในยุคก่อนนานมากแล้ว
Sylens – ตอนนี้เรายังไม่รู้หรอกว่าเธอกับ Elisabet Sobeck เกี่ยวโยงกันยังไง ทางเดียวที่จะรู้ได้ก็คือต้องค้นหาและค้นหาต่อไปจนเจอ แต่ก็ขอบคุณที่เจ้าทำให้ข้ารู้ว่า หุ่นยนต์ของ Faro เป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกชีวิตบนโลกสูญหายไปจริงๆตามที่ข้าคิดไว้
Aloy – แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นนี่เพราะถ้าอารยธรรมของคนยุคก่อนสูญสิ้นไปหมดจริงๆ แต่ทำไมยังมีมนุษย์หลงเหลือ ทำไมถึงมีพวกเราอยู่อีก 
Sylens – เราเห็นได้ชัดว่า Elisabet Sobeck พยายามหยุดหุ่นของ Faro แต่เธอทำอะไร หยุดยังไงทุกชีวิตจึงสุญหายไปจนหมด?
Aloy – เธอบอกว่า Project Zero Dawn แล้วอะไรคือ Project Zero Dawn ?
Sylens – ก็ในเมื่อมันเป็นคำถาม ตอนนี้เธอเองพร้อมรึยังที่จะไปหาคำตอบ ?
Aloy – พร้อมสิ !
Sylens – แล้วทำไมมัวมายืนอยู่ที่นี่อีกล่ะ?
Aloy – ก่อนขาดการติดต่อไป Elisabet บอก Faro ว่าเธอกำลังเดินทางไปที่ที่เรียกว่า US Robot Command เพื่อบอกทุกคนเกี่ยวกับ Project Zero Dawn
Sylens – ที่นั่นตอนนี้ก็ยังอยู่ ชาว Oseram เรียกมันว่า Grave Hoard อยู่ทางเทือกเขาฝั่งตะวันออกซ่อนอยู่ใต้แผ่นเหล็กที่ม้วนกันยุ่งเยิงที่เรียกว่า Metal Devil หรือที่เราเรียนรู้ที่จะเรียกกันว่า B.O.R -7 Horus ข้าจะติดต่อไปหลังจากที่เจ้าไปถึงที่นั่นก็แล้วกัน 


หลังจากจบภารกิจแล้วอย่าเพิ่งลงจากตึก หันหลังไปที่ฝั่งตรงข้ามของทางเข้าห้องจะมีซากพนังที่สามารถเกาะปีนขึ้นด้านบนต่อได้ เมื่อปีนขึ้นไปจนสุดก็จะพบ Power Cell ชิ้นแรกในเซ็ทที่ 2 ที่เอาไว้สำหรับปลดล็อกชุดเกราะลับใน Side Quest: Ancient Armory (ตอนนี้จะเหลืออีก 2 อัน) 


จากนั้นจะได้ภารกิจใหม่มาคือ Main Quest : THE GRAVE – HOARD ที่ต้องเดินทางไปยังทางตอนเหนือสุดของเทือกเขาทางทิศตะวันออกของดินแดน Caja 





                             Main Quest : THE GRAVE - HOARD






ทันทีที่เข้ามาถึงที่หมาย ในห้องแรกของทางเข้าเศษซากของศูยน์ควบคุมหุ่นยนต์แห่งสหรัฐเมื่อในอดีต แต่ในยุคนี้มันคือ The Grave Hoard ที่เต็มไปด้วยซากศพของทหารที่ตายแห้งกรังตั้งแต่ยุคสมัยเก่าเมื่อครั้งที่ Dr. Elisabet Sobeck เข้ามาที่นี่ใหม่ๆและได้นำพาเอามหัตภัยตามมาโดยไม่รู้ตัว บันทึกต่างๆนานาที่ Focus สแกนได้คือเสียงหัวเราะเยาะครั้งสุดท้ายของพวกทหารในเรื่อง Project Zero Dawn ของ Dr. Sobeck

- จัดการพวกอุปราคาที่กำลังเก็บซากจักรกลอยู่ในชั้น 1 ให้หมดแล้วโดดโหนลงไปที่ชั้นล่างต่อ เก็บไอเทมและตรวจสอบบันทึกต่างๆที่ชั้น 2 ให้หมดแล้วโหนลงชั้นล่างต่อ ที่ชั้น 3 ด้านในระหว่างทางที่จะเข้าไปส่วนในจะพบประตู Bunker Door กั้นทางอยู่ สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องเปิดแหล่งพลังงานของที่นี่ก่อนเพื่อเปิดประตูนี้ 


- ผ่านประตูเข้าไปด้านในต่อจนถึงที่โดดข้ามไปเกาะโหนฝั่งตรงข้ามแล้วโดดลงชั้นล่างจะพบที่ใส่รหัส  ( Holographic interface) วิธีหารหัสก็เหมือนเดิม 


เข้าไปใช้ Focus สแกนตรงกล่องควบคุมข้างๆก็จะเห็นรหัสเปิดด้านในส่องแสงออกมา ซึ่งต้องหมุนให้แทบสีแดงไปตามทิศทางต่างๆให้ถูกคือ บน – ล่าง – ซ้าย – ขวา จากนั้นก็โดดลงไปด้านล่างต่อซึ่งจะมีที่ใส่รหัสอีก 2 อันที่ต้องใส่ 

ที่ใส่รหัสอันที่ 2 จะไม่สามารถสแกนดูรหัสได้ต้องสแกนที่เครื่องบันทึกข้อมูลฟังคำใบ้แทน ซึ่งต้องหมุนแทบสีแดงตามนี้ บน – ขวา – ซ้าย – ล่าง 


ที่ใส่รหัสอันที่ 3 ด้านล่างสุด สแกนที่แผงควบคุม แล้วหมุนแทบสีแดงตามนี้ บน – บน – ล่าง – ล่าง 
เมื่อเปิดระบบควบคุมพลังงานทั้ง 3 ได้แล้วก็ปีนกลับไปที่ประตู Bunker Door ที่ปิดอยู่อีกครั้งก็จะสามารถเข้าไปด้านในได้แล้ว


เมื่อผ่านเข้าประตูมาอย่าลืมแวะเก็บ Power Cell ที่ต้องอยู่ด้านซ้ายของพนังด้วยซึ่งจะเป็น Power Cell ชิ้นที่ 2 ในเซ็ทที่ 2 ที่เอาไว้สำหรับปลดล็อกชุดเกราะลับใน Side Quest: Ancient Armory (ตอนนี้จะเหลืออีก 1 อัน)


เมื่อผ่านเข้าประตู Bunker Door มาได้จะพบห้องทำงานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยพวกอุปราคามากมาย จัดการพวกมันให้หมด เก็บไอเทมและบันทึกข้อมูลสำคัญตามทางให้หมดแล้วเข้าไปด้านในต่อจนถึงห้องประชุมแรก เข้าไปกดที่แท่นควบคุม Aloy จะเห็น โฮโลแกรม 3 มิติรูป โลก ที่ตัวเองอาศัยอยู่เป็นครั้งแรก


Aloy – นี่มัน ...อะไร เหมือนเป็นแผนที่ อะไรซักอย่าง
Sylens – มันคือโลก ดาวโลก Aloy โลกที่เราอยู่ มันไม่ได้แบนอย่างที่เราคิดหรอกนะ 
Aloy – ทำไมชั้นถึงคิดแบบนั้น? ก็ตอนที่เกิดสุริยคลาส มันมีเงาทอดลงมาที่พระจันทร์เป็นรูปโค้ง เงาโค้งนั่นเป็นเงาของโลกเราหรอ? จากระยะไกลหรอ?
Sylens – เอาเป็นว่า เราจะพูดเรื่องนี้กันทีหลังแล้วกันนะ แล้วกลับมาที่เรื่องสำคัญของเราก่อนดีกว่า
Aloy – หุ่นของ Faro แพร่กระจายไปทั่วโลกและกัดกินทุกๆสิ่งจนหมด Dr. Sobeck จึงต้องพยายามหาทางหยุดมันก่อนจะสายเกินไป ...แล้วไงต่อ ?


จากนั้นเก็บไอเทมและข้อมูลให้หมดแล้วเข้าไปด้านในต่อจนถึงห้องโถงขนาดใหญ่ จะพบซากของหุ่น The BOR7 “Horus” ขนาดใหญ่หรือที่คนยุคนี้เรียกว่า Metal Devil และพวกอุปราคากำลังดัดแปลงซากหุ่นด้านในเพื่อนำมาใช้งาน ก่อนที่พวกมันจะปล่อย Deathbringer ออกมาจากซากหุ่น ต่อหน้าต่อตา Aloy 



ที่ต้องทำคือจัดการ Boss Deathbringer และพวกอุปราคาให้หมด พยายามจัดการพวกทหารอุปราคาที่น่ารำคาญให้หมดก่อนจากนั้นค่อยเข้าไปลุยกับ Deathbringer หลักในการต่อสู้กับมันให้ได้ผลดีที่สุดคือ ทิ้งระยะห่างเพื่อหลบการพ่นไฟของมัน แล้ววิ่งหนีเป็นวงกลมรอบๆตัวมันและหลบตามที่กำบังต่างๆในพื้นที่ในตอนที่มันยิงจรวดเข้าใส่ 

     

จากนั้นรอตอนมันหยุดเพราะโอเวอร์ฮีทจนเอาแกนพลังงานสีส้มออกมาจากตัว ให้เล็งยิงไปที่แกนพลังงานมันจะเสียพลังเยอะและจะล้มลงกับพื้นทันทีก็จะสามารถเข้าไปซ้ำตามจุดสีส้มและแกนพลังงานที่ออกมาให้ยิงได้อีกครั้ง ก่อนที่มันจะลุกขึ้นมาใหม่ก็ให้ทำเหมือนเดิมไปเรื่อยๆก็จะจัดการมันได้ 

เก็บไอเทมต่างๆในห้องโถงใหญ่จนพอแล้วเข้าไปด้านในต่อจนถึงห้องประชุมใหญ่ เข้าไปกดสวิตซ์ที่แท่นควบคุมเพื่อดูบันทึกการประชุมในตอนที่  Dr. Elisabet Sobeck กำลังประชุมถกเถียงหาข้อตกลงกับเหล่าเสนาธิการณ์ทหารในเรื่อง Project Zero Dawn ซึ่งเป็นทางออกของปัญหาวิกฤติหุ่นยนต์ที่เธอพยายามนำเสนอ


นายพล Herres - ขอบคุณมาก Dr. Sobeck เชิญนั่งก่อน
ผู้บัญชาการทหาร # 1  – ห๊ะ นี่คุณยังจะให้เธอพูดต่อหลังจากที่ได้ฟังเธอพูดเมื่อกี้แล้วหรอ?
นายพล Herres - Dr. Sobeck ทำตามหน้าที่ของเธอ และพยายามที่จะให้ทางเลือกกับเรา เราถึงต้องฟังความคิดของเธอก่อน
ผู้บัญชาการทหาร # 1 – ผมก็แค่ ...หมายถึง ...พระเจ้า !!
ผู้บัญชาการทหาร # 2 – บางทีเราน่าจะยุติการประชุมครั้งนี้ไว้ก่อนนะ
นายพล Herres –การประชุมจะดำเนินต่อไป ไม่มีการยุติใดๆทั้งสิ้น พวกคุณก็เห็นตัวเลขความเสียหายนั่นแล้ว Faro บอกว่าเขาจะชดใช้ความเสียหาย แต่งานนี้เงินของเขาแก้ปัญหาไม่ได้นอกจากใช้ซื้อเวลาเพื่อทำในสิ่งที่จำเป็นนั่นคือทำ Project Zero Dawn ให้เสร็จสมบูรณ์ นั่นเป็นทางเลือกของเขาที่จะได้ไม่ต้องจ่ายด้วยเลือดของเขาเอง
ผู้บัญชาการทหาร # 2 – ถ้าเราอัพเกรดกองทัพของเราให้ดีขึ้น อาจจะถอดหรัสพวกมันได้ซักวันก็ได้


Dr. Sobeck – นี่คุณไม่ได้ฟังชั้นพูดใช่มั๊ย? ตอนนี้พวกหุ่นยนต์มันจะไม่รับฟังคำสั่งหรือสู้เพื่อพวกคุณอีกแล้ว ! ทันทีที่เริ่มแฮกพวกหุ่นนักล่าจะเข้าโจมตีทันที และเมื่อคุณจะสร้างหุ่นส่งออกไปใหม่พวกมันก็จะเปลี่ยนหุ่นที่เราส่งไปให้กลายเป็นพวกมันอยู่ดี  
ผู้บัญชาการทหาร # 1 – แต่นี่มัน ! .. มันก็ไม่ต่างจากเรากำลังปล่อยให้พลเรือนเข้าไปในเครื่องบดเนื้อ 
นายพล Herres – ท่านผู้บัญชาการทหาร !! เรากำลังเผชิญกับหุ่นที่สามารถก็อปปี้ตัวเองเพื่อขยายจำนวนและกินสสารที่มีชีวิตเป็นพลังงานนะ เราไม่มีทางฆ่ามันได้หมดหรอก Project Zero Dawn คือทั้งหมดที่เรามี 
ผู้บัญชาการทหาร # 1 – ต้องปะทะกับมันซึ่งๆหน้าเลยหรอ? ทำไมคนของเราต้องไปเสี่ยงตายแบบนั้นด้วยละ!
นายพล Herres – เราจำเป็นต้องให้พวกเขาทำอะไรซักอย่าง ต้องต่อสู้เพื่อ Zero Dawn อาวุธลับสุดยอดนั่นจะช่วยเราให้รอด ตราบเท่าที่มนุษย์ชาติยังพอที่รวมตัวกันได้และนานพอที่ Dr. Sobeck กับทีมของเธอจะจบเรื่องนี้ !! ไฟล์ที่ผมส่งให้ไปคือแผนการรบที่สำหรับใช้ในปฎิบัติการณ์ของเรา ยุทธการ Enduring Victory
ผู้บัญชาการทหาร # 1 – แผนการรบงั้นหรอ? นี่มันอาชญากรสงครมชัดๆ 
นายพล Herres – มันอาจจะดูน่าเกลียด แต่มันเป็นอะไรที่พอจะเป็นทางเลือกที่เราพิจรณาได้ Dr. Sobeck ผมอณุญาติให้ใช้ฐานยิงจรวดที่ปลดระวางแล้วด้านนอกของ อุทยานแห่งชาติไบรซ์แคนยอน ที่ยูทาห์สำหรับใช้ป็นพื้นที่สำหรับเริ่มแผน Zero Dawn ได้ คุณจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่
Dr. Sobeck – ชั้นส่งเมลรายละเอียดของผู้สมัครคัดเลือกในชุด Alpha และ Beta ไปให้แล้วค่ะ ตัวอย่างส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างชาติที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท... อาจต้องมีการบีบบังคับกันบ้างนิดหน่อย
นายพล Herres – เรื่องนั้นปล่อยเป็นหน้าที่ของผมเอง คุณไปเตรียมทีมของคุณให้พร้อมไว้ก็แล้วกัน .. 

Aloy – ฐานยิงจรวด มันคืออะไรกันนะ แล้ว Elisabet จะทำอะไรกับคนพวกนั้นที่นั่นกันแน่ ?


ฟังทุกอย่างจบแล้วก็เข้าไปตามทางด้านในต่อจนถึงบันไดสำหรับปีนขึ้นมาที่ทางออกจากที่นี่ได้เลย



Aloy – เฮ้ออ ออกมาจากที่นั่นได้ซะที ตอนนี้เราก็ต้องตามหา ฐานยิงจรวด ที่พวกเขาพูดถึง 
Sylens – ข่าวดีคือ ข้ามีข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ว่านั้นแล้ว 
Aloy – แล้วข่าวร้ายคือ
Sylens – ตรงนั้นมันอยู่ในการดูแลของมหาวิหารแห่ง Sunfall 
Aloy – เมืองหลวงของพวก Shadow Carja คงไม่สะดวกสบายแน่นอน 
Sylens – ที่นั่นเต็มไปด้วยนักรบของพวกอุปราคาเต็มไปหมดและพวกมันสวมใส่ Focus กันหมดด้วย ถ้าพวกมันเห็นเจ้า Hades ก็ต้องเห็นด้วย ไม่ต้องบอกนะว่าพวกนักรบของ Shadow Carja ก็ต้องแห่มาหาเจ้าแน่นอน
Aloy – งั้นก็ปิดระบบ Focus ของมันซะสิ คุณเคยทำได้มาก่อนไม่ใช่หรอ?
Sylens – Focus จำนวนมากขนาดนั้นในที่เดียวกันข้าทำไม่ได้ง่ายๆนักหรอก นอกจากว่าจะทำลายเส้นทางการสื่อสารของพวกมันไม่ให้ไปถึง Hades หมายถึงทำลายทั้งระบบ Network สื่อสารของพวกมันเลย
Aloy – Network ..มันคืออะไรหรอ?
Sylens – ลองนึกภาพ ใยแมงมุมที่เจ้ามองไม่เห็นที่ยาวเชื่อมต่อกันข้ามดินแดนต่างๆเพื่อเชื่อมโยง Focus ทุกเครื่องเข้าด้วยกันสิ ทำให้พวกมันสามารถติดต่อกันได้หลายๆคนพร้อมๆกัน
Aloy – เอาล่ะ แล้ว เรามีทางจะตัดไอ้ใยพวกนั้นได้มั๊ยละ?
Sylens – ทำให้ Network มันล่มงั้นหรอ ? อืมม ความคิดดีมาก เอาล่ะ ข้ารู้จุดอ่อนที่จะทำลาย Network ระบบสื่อสารของมันแล้ว ข้าจะส่งตำแหน่งที่หมายไปให้ใน Focus แล้วเมื่อไปถึงที่นั่นค่อยคุยกันเรื่องรายละเอียดอีกที




หลังจากจบภารกิจนี้จะมีภารกิจหลักใหม่เพิ่มขึ้นมาคือ Main Quest: THE CURSE THE DARKNESS เป้าหมายของภารกิจจะอยู่ที่ป่าฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแผนที่ เข้าไปที่จุดนับพบกับ Sylens ที่กองไฟเป้าหมายที่อยู่บนภูเขาแล้วเข้าไปพักแรม 1 คืนเพื่อรอการติดต่อของ Sylens



                       Main Quest: THE CURSE THE DARKNESS 




Aloy – รู้สึกดีมั๊ยที่สามารถแว๊บมาแว๊บไปอย่างงี้ได้ตลอดอ่ะ
Sylens – วัตถุประสงค์ของเราคือหาทางทำลายเครือข่ายการสื่อสารผ่าน Focus ของพวกอุปราคา 
Aloy – อืมม รู้แล้ว ชอบพูดครึ่งๆกลางๆอยู่ได้ ตกลงจะทำไงก็ว่ามา
Sylens – เริ่มจากเข้าไปให้ถึงฐานของพวกอุปราคาก่อน ที่เจ้าต้องตามหาคือ Tallneck ที่เป็นตัวเชื่อสัญญาณการสื่อสารของพวกมัน ในพื้นที่อาจจะกว้างหน่อย เจ้าต้องหาทางเอาเอง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปที่ยอดหัวของมัน เจ้าจะพบโมดูลสำหรับเก็บข้อมูล ทำลายมันซะ เราก็จะสามารถทำลายเครือข่ายการสื่อสารผ่าน Focus ของพวกอุปราคาได้
Aloy – รู้ไปหมดเหมือนคุณเคยเป็นพวกเดียวกับพวกอุปราคางั้นแหละ
Sylens – ข้าไม่ได้เป็นพวกเดียวกับพวกมันหรืออะไรทั้งนั้นแหละ ข้าสนใจค้นคว้าหาความรู้อยู่ตลอดเวลาต่างหาก ... ข้าก็แค่เคยจะช่วยเหลือพวกอุปราคาเหมือนกันนะ แต่รู้สึกได้ถึงความชั่วร้ายของพวกมันเลยปลีกตัวหนีมาได้ก่อน นั่นถือว่าเป็นความผิดพลาดของข้า เพราะงั้นข้าถึงต้องมาหาทางแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างมันถูกต้องไง 
Aloy – คุณเคยไปช่วยเหลืออะไรพวกมัน ?
Sylens – รีบมุ่งหน้าไปที่รอยแยกที่ฐานของพวกมันก่อน Aloy ยังมีอะไรที่สำคัญต้องทำอีกเยอะมากกว่ามามัวแต่ตั้งคำถามนะ 

จากนั้นเดินทางต่อไปตามจุดหมายของภารกิจที่ขึ้นมาใหม่ตามเส้นทางเข้าไปในป่าส่วนใน ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยพวกจักรกลติดเชื้อมากมาย เข้าไปจนถึงฐานของพวกอุปราคา



Aloy – คุณเห็นนี่มั๊ย? … ชั้นเห็นมีแต่ขาของ Tallneck ตัวมันไม่เห็นมีเลย
Sylens – บ้าจริง มันคงเคลื่อนย้ายตัวส่งสัญญาณไปแน่ๆเลย เจ้าคงต้องลงไปเช็คดูเอง มุ่งหน้าไปทางซ้ายของเหวน่าจะอยู่แถวๆนั้นแหละ นี่เป็นข้อมูลจากวงในที่สุดสำหรับเจ้าแล้ว
Aloy – สรุปว่าต้องลุยลงไปหาเองนั่นแหละ ...เยี่ยม !
Sylens – สิ่งที่ควรจะรู้ไว้อย่างนึงนะ Aloy เจ้าควรจะใช้คำพูดแนบแนมถากให้น้อยลงหน่อยนะ เจ้าเห็นสะพานที่ด้านบนของหน้าผานั่นมั๊ย? เจ้าควรจำเอาไว้ให้ดีเพราะเป็นทางออกทางเดียวที่สามารถโรยตัวลงไปที่ด้านล่างของเหวได้ 
Aloy – แล้วพวกนักรบอุปราคานั่นละ ?
Sylens – จะหลบหรือจะฆ่ามันก็ได้แล้วแต่เจ้าเลือก ระวังเรื่องเสียงดังที่จะทำให้พวกมันลูกตัวก่อนที่เจ้าจะเจอตัว Tallneck ด้วยละ ทันทีที่หาตัว Tallneck เจอก็จัดการขึ้นไปทำลายตัวส่งสัญญาณด้านบนหัวมันได้ก็จบงาน 

เมื่อโดดลงมาที่ค่ายของศัตรูแล้ว ลอบเข้าไปด้านในโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัวโดยค่อยๆลอบฆ่าไปทีละตัวจะดีที่สุดเป้าหมายคืออ้อมเหวไปอีกด้านจนถึงทางเดินฝั่งขวาจะพบ Tallneck เป้าหมาย จากนั้นก็ปีนขึ้นไปด้านบนส่วนหัวของมันได้เลย


Aloy – เอาละ ชั้นเจอโมดูลที่ว่านั่นแล้ว
Sylens – ดีมาก ทำให้เร็วเลย
Aloy – นั่นมัน  Hades หรอ?
Sylens – Aloy นี่ไม่ใช่เวลาที่จะพูดมากนะ 
Aloy – นั่นมัน Metal Devil ?
Sylens – ทำลายโมดูลนั่นเดี๋ยวนี้ เร็ว !! ทำตามที่ข้าบอกก่อนจะสายเกินไป !


ในขณะที่ Aloy ผละจากความคิดจากเครื่องจักรที่เรืองแสงน่ากลัวอยู่ด้านล่างมาเป็นพยายามดึงโมดูลให้หลุดออกจากหัวของ Tallneck อณูแห่งความชั่วร้ายสีแดงเลือดก็ขยายตัวออกมาจากหุ่นขนาดใหญ่แล้วคืบคานตามสายไฟขึ้นมาด้านบนจนทำให้ Aloy ถูกไฟช็อตจนนอนกระแทกพื้น



HADES – สัจภัณฑ์ (Entity) มาที่นี่หรอ?  ….. สัจภัณฑ์ เกิดความผิดพลาด 
สัจภัณฑ์ ไม่มีทางทำลายข้าได้ ข้าอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมถึง
 Aloy – กับแกนะอาจจะใช่ แต่ไม่ใช่กับสิ่งนี้ !!
HADES – ทำลาย สัจภัณฑ์ !!


ทันที่ที่ Aloy หันมาทำลายโมดูลจนพังทำให้จิตของ Hades ต้องถูกยับยั้งกลับไป มันจึงสั่งให้หุ่นขนาดใหญ่ยิงถล่ม Tallneck จนพัง โขคดีที่ Aloy ยังโดดเกาะโขดหินไว้ได้ทัน ที่เหลือก็ต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดกับนักรบอุปราคามากมายที่บุกเข้ามา


 วิ่งหลบหลีกทั้งห่ากระสุนและดงเท้าของศัตรูมากมายที่เข้ามาขวางทางจนถึงจุดหมายที่ปลายไม้สำหรับโดดโหนตัวหนีลงไปด้านล่าง ก่อนที่จะมีระเบิดโครมครามตามมาทำให้ Aloy หลุดล่วงจากเชือกลงสู่แม่น้ำด้านล่างทันที



Aloy – คุณรู้ดีว่า Hades มันอยู่ที่นั่นอยู่แล้วยังจะส่งชั้นเข้าไปหามันอีกเรอะ!?
Sylens – ข้าไม่ปฎิเสธที่ทำให้ชีวิตเจ้าต้องเสี่ยงอันตราย แต่มันไม่มีทางเลือก ตอนนี้เครือข่ายการสื่อสารของ Focus พวกศัตรูมันล่มหมดแล้ว เราสามารถทำตามแผนที่เราต้องการได้แล้ว แค่นี้เราก็เข้าไปหาความลับของ Zero Dawn ได้แล้ว
Aloy – หรอ แต่ชั้นไม่เชื่อใจคุณในเรื่อง ความลับ อะไรพวกนั้นอีกแล้วละ
Sylens – เจ้าคิดว่าเจ้าฉลาดแล้วงั้นหรอ เชื่อแต่ความคิดโง่ๆของตัวเอง เปลี่ยนแปลงง่ายเหมือนกับพื้นทรายแบบนี้ มันไม่ดีต่อสถานะในความเป็นหุ้นส่วนของเราเท่าไหร่หรอกนะ แต่การร่วมมือกันของเราสองคนในตอนนี้มีประโยชน์สำหรับการสร้างพื้นฐานในความรู้และความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้ดีขึ้น เราทั้งคู่ต่างก็อยากรู้คำตอบ Aloy ก็ต้องขอบคุณเจ้า ที่เกือบจะทำให้เราใกล้ที่จะไขว่คว้าสิ่งที่เราอยากรู้จากพวกมันได้แล้ว ...... ไปที่ Sunfall แล้วค่อยคุยกันอีกที 



Aloy – คุณมันช่างน่าสังเวช ... แม่งเอ้ยย ถ้าทำได้ชั้นคงถอดไอ้ Focus นี่ทิ้งแล้วไปจากคุณนานแล้ว Sylens ชั้นทำแน่ แต่เราทั้งคู่ก็รู้ว่าชั้นต้องการใช้มันอยู่ ตอนไป Sunfall ใช่มั๊ย แล้วก็ Zero Dawn 




หลังจบภารกิจจะได้รับภารกิจหลักใหม่เพิ่มขึ้นมาคือ Main Quest: DEEP SECRETS OF THE EARTH  เป้าหมายของภารกิจอยู่ที่เมือง SUNFALL

Sylens – ที่นี่เคยเป็นวังฤดูร้อนของราชาบ้า Jiran เป็นเสมือนป้อมปราการทางฝั่งตะวันตกของเผ่า Carja 
Aloy – ขอบคุณสำหรับบทเรียนทางด้านประวัติศาสตร์นะ 
Sylens – แต่พวกเขาไม่รู้ว่าที่นี่มันเก็บซ่อนความลับอะไรเอาไว้ เราจะได้ความรู้มากมายตามที่เราต้องการจากที่นี่เลยละ Aloy 
Aloy – นั่นแหละที่ชั้นหวังเอาไว้ 



                     Main Quest: DEEP SECRETS OF THE EARTH



หลังจากที่ Aloy ทำลายเครือข่ายระบบสื่อสารของพวกอุปราคาจนหมดทำให้ระบบของ Focus ที่พวกมันใช้ไม่สามารถใช้ได้แล้ว การผ่านทหารยามที่ตรวจตราด้านหน้าของทางเข้าด้านในของ Sunfall ก็จะไม่มีปัญหาอีกต่อไปแล้ว สามารถเดินผ่านเข้าไปถึงห้องท้องพระโรงด้านในได้เลย



Bahavas – ด้วยแสงแห่งความโชดช่วงของดวงตะวัน !! ช่วยส่องแสงสว่างให้เห็นถึงบารมีของ Itamen ให้เป็นราชาแห่ง Sun King เพียงหนึ่งเดียว ผู้ที่จะเป็นแสงสว่างในความมืดมิด ผู้ที่จะเป็นดั่งแสงที่เป็นดั่งหลักนิติธรรมแห่งแดนดิน 


Itamen – ข้าได้มอบหมายให้ท่าน Bahavas เป็นตัวแทนถ่ายทอดคำพูดของข้า เพื่อให้ความกระจ่างแก่พวกท่านทั้งหลาย 




Bahavas – ด้วยเจตจำนของแสงที่เจิดจรัสแห่ง Itamen ที่สาดส่องดั่งแสงอาทิตย์ที่ร้อนลุ่มไร้ความปราณีไปยังคนทรยศนามว่า Uthid ให้มอดไหม้ ไม่ว่าใครที่ไล่ล่านำหัวมันมาให้ได้ ท่านผู้นั้นจะได้ตบรางวัลอย่างงาม 500 Shards 



Vanasha – ให้รางวัลเยอะขนาดนี้อย่างกับไม่ใช่ค่าหัวนักโทษธรรมดาอาจจะเป็นถึงคนในราชวงศ์ก็ได้ ว่ามั๊ย? …. อืมม .. ชอบผมเธอจังเลย  .. เธอกับชั้นมีเรื่องที่ต้องคุยกันหน่อยนะ สาวน้อยนักล่า เต้นท์สีเขียวที่ Shadowside .. ชั้นจะรอเธออยู่ที่นั่นนะ เราต่างก็รู้ดีน่าว่าเธอไม่ได้มาที่นี่เพื่อล่าค่าหัว เพราะ Uthid เป็นผู้บริสุทธิ์ .. ตามชั้นมา เราจะไปช่วยเขากัน

Sylens – นั่นแหละ หนทาง ที่ข้าบอกเจ้าละ
Aloy – นี่คุณต้องล้อเล่นแน่ๆเลยใช่มั๊ย?
Sylens – ไม่ได้ล้อเล่น พวก Kestrels ก็จะมั่วยุ่งและไม่มีเวลามาสนใจเจ้าไงล่ะ


หลังจากคุยจบ จะได้ภารกิจเสริมเพิ่มขึ้นมาอีกอันคือ Side Quest : TRAITOR’S BOUNTY ซึ่งเป็นภารกิจย่อยที่สามารถเลือกทำเพื่อสนับสนุนภารกิจหลัก Main Quest: DEEP SECRETS OF THE EARTH ให้ชัดเจนขึ้น


ฉะนั้นจงเลือกทำภารกิจย่อยที่เพิ่มเข้ามาใหม่ก่อนเข้าไปทำภารกิจหลักได้เลย โดยเลือกกำหนดภารกิจที่ Side Quest : TRAITOR’S BOUNTY จุดหมายก็คือออกไปคุยกับ Vanasha ที่เต้นท์ผู้อพยพหน้าเมือง



                                       Side Quest : TRAITOR’S BOUNTY



Vanasha – นี่เป็นอาหารจากราชินี Nasadi นิดหน่อยๆนะ พระองค์รู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากก็เลยอยากจะช่วยเท่าที่จะช่วยได้ กินซะ ถ้าเหลือก็เอาไปเผือแผ่กับครอบครัวด้วยนะ 



Vanasha – ชั้นได้ยินเรื่องของเธอมาเยอะเหมือนกันนะ นักล่าสาวหน้าตกกระที่ขี่สัตว์จักรกลกับหอกมหัศจรรย์ของเธอ บางคนก็ว่า เธอมีความรู้ที่ผิดจากคนธรรมดาทั่วไป อะไรจะวิเศษวิโสขนาดนั้น !
Aloy – แล้วเธอละเป็นใคร ? เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พวก Shadow Carja แน่นอน 
Vanasha – ชั้นชื่อ Vanasha  ตอนนี้รู้แค่นี้ก่อนก็พอนะ ที่ชั้นต้องปิดบังไว้ก็ด้วยเหตุผลที่ต้องหลบภัยจากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ 
Aloy – เฮ้อ .. ชั้นเข้าใจ ชั้นรู้จักสถานการณ์แบบนี้ดี 
Vanasha – ชั้นแน่ใจว่าเธอต้องเข้าใจนะ ... เอาละ กลับมาเรื่องของ Uthid เขาเป็นคนดี แต่กลับถูกพวก Shadow Carja ตามไล่ล่าเพื่อเก็บเขา ชั้นลองหาข่าวดูแล้วว่าเขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ Greenclimb แต่ก็ไม่สามารถส่งคนไปตามหาเขาในตอนนี้ได้ เขากำลังต้องการความช่วยเหลือ ถ้าหากเจ้าสนใจ ...
Aloy – แล้วเธอรู้ได้ไงว่า Uthid เค้าบริสุทธ ?
Vanasha – ชั้นแก่งในเรื่องการสืบหาข้อมูลนะ ชั้นรู้ว่าเขาชอบแบ่งอาหารของตัวเองให้กับพวกเด็กกำพร้าและยังพยายามต่อสู้ปกป้องใครก็ตามที่เข้ามารังแกพวกผู้อพยพที่เป็นคนแก่และคนพิการด้วย ไอ้ข้อหาที่ว่าเขาพยายามที่จะลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท Itamen จึงเป็นเรื่องที่ตลกมาก ชั้นคิดว่าเขาต้องไปรู้ความจริงบางอย่างที่จะเป็นอุปสรรคในแผนการบางอย่างของพวกนักบวชในวังก็ได้ ไม่งั้นหัวหน้านักบวช Bahavas คงไม่ร้อนตัวและพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เขาตายหรอก
Aloy – ก็ได้ ชั้นจะลองทำเท่าที่ทำได้เพื่อตามหา Uthid ก็แล้วกัน ว่าแต่ แล้วเธอละต้องทำอะไรบ้างในขณะที่ชั้นต้องเสี่ยงชีวิตน่ะ
Vanasha – ต้องทำหลายอย่างเลยละ สาวน้อย มุ่งหน้าไปทางใต้ของ Sunfall แล้วมองหาต้นไม้ใหญ่ที่แห้งตาย พวกเขาเริ่มออกเดินทางไป Greenclimb จากที่นั่น โชคดีนะ

จากนั้นมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายของภารกิจที่จุดที่มีต้นไม้ใหญ่ที่แห้งตาย แล้วใช้ Focus มองหาร่องรอยที่เหลืออยู่แล้วกด R1 Highlight Track ตามรอยไปตามทางเรื่อยๆจนถึงที่พักบนยอดเขา ใช้ Focus สำรวจจนพบเศษอาหารแล้วกด R1 Highlight Track ใช้ Focus ตามรอยไปต่อ


 จนเริ่มพบซากสัตว์จักรกลที่นอนตายเกลื่อนและฝูงนก Glinthawks ที่รอดักโจมตีระหว่างทาง เมื่อจัดการพวกมันจนหมดแล้วใช้ Focus ตามรอยไปต่อจนถึงเชิงเขาก็จะพบที่ซ่อนตัวของ Uthid พร้อมธนูดอกแรกที่เขายิงทักทายมา

             


Uthid – ดอกต่อไปรับรองไม่พลาดแน่นอน
Aloy – คุณคือ Uthid ใช่มั๊ย?
Uthid – นี่เจ้าเด็กเกินไปที่จะเป็นนักล่าค่าหัวหรือข้าแก่เกินไปที่จะเป็นทหารกันแน่เนี้ย
Aloy – ชั้นไม่ได้มาที่นี่เพื่อล่าค่าหัวคุณหรอกนะ Uthid ชั้นเชื่อว่าคุณบริสุทธินะ 
Uthid – บริสุทธิ์งั้นหรอ ฮ่าๆ ถ้านี่เป็นแผนลวงของเจ้าก็ถือว่าเป็นแผนที่ดีแผนนึงเลยนะ 



Aloy – ไม่มีแผนลวงอะไรทั้งนั้นแหละก็แค่อยากคุยด้วยเท่านั้นแหละ 
Uthid – ก็ได้ งั้นพูดมา ..
Aloy – ก่อนอื่นชั้นอยากรู้ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นที่ Sunfall กันแน่?
Uthid – เมื่ออาทิตย์ก่อน ที่เต้นท์ที่พักของพวกผู้ลี้ภัยมีการตายเกิดขึ้น พวกเขาตายทั้งๆที่ยังหลับโดยไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ทั้งคนแก่ คนพิการหรือแม้กระทั้งเด็ก ตายโดยไม่คิดจะสู้เลยเนี้ยนะ ข้าก็เลยคิดว่ามันคือการเลือกที่จะทำ 
Aloy – แล้วใครกันที่ทำอะไรแบบนี้น่ะ ?
Uthid – พวกเขาโทษว่ามันเป็นเรื่องคำสาป วิญญาณร้าย จริงๆมันก็แค่มีใครซักคนที่ย่องเข้ามาวางยาพิษพวกเขา  ข้าใช้เวลาแกะรอยอยู่นานจนจับตัวมันจนได้ เรานำตัวมันไปให้กับ Bahavas เพื่อทำการลงโทษ

Aloy [Bahavas] สังฆราช Bahavas คนที่สั่งให้ล่าตัวคุณนะหรอ?
Uthid – ใช่ เขาตอบแทนความพยายามของข้าแบบนั้นแหละ พวกเขาสั่งให้ทหารปล่อยตัวไอ้ผู้ร้ายนั่น เห็นมั๊ย แค่นี้ก็รู้แล้วว่าไอ้ตัวร้ายนั่นมันรับคำสั่งจากใครมา จากนั้นมันก็เริ่มเข่นฆ่าคนของข้าจนหมด แล้วไอ้ 20 ปีกับความจงรักภัคดีที่ข้ามีต่ออาณาจักรนี้มันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่มั๊ย ? ปองร้ายและลอบปลงพระชนย์ ข้อหาที่ไอ้สังฆราชมันมอบให้ข้า ตลกสิ้นดี 

Aloy – [Sun Carja?] เกรียติยศที่คุณต้องการจากอาณาจักรนี้ยังพอมีเหลืออยู่ ติดแค่ว่ามันคงมีเหลือน้อยลงทุกที
Uthid – มันก็ Carja ที่โจมตีอาณาจักรของเจ้านั่นแหละ ซึ่งเราก็โจมตีทุกที่ที่ทำได้ตามที่พวกเราต้องการ ใช่ พวกข้าทำอย่างที่พูดไปนี่แหละ คนอื่นๆทำสิ่งที่ไม่ดีแล้วข้า ..ในฐานะกัปตัน 
Aloy – Uthid ชั้นไม่สนหรอกว่าคุณจะเคยทำอะไรมา ชั้นคงไปยกโทษอะไรให้ไม่ได้หรอก แต่ตอนนี้ Carja ได้เปลี่ยนไปแล้ว คุณเองก็ด้วย 
Uthid – ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ... เพียงแต่ ราชา Avad คงไม่เข้าใจว่า ความต้องการของอาณาจักรที่แม้จริงก็คือ ทหาร 
Aloy – บางที ตอนนี้ท่านเอาจจะเข้าใจแล้วก็ได้นะ 
Uthid – ตอนนี้เจ้าพูดเหมือนกับว่า  Marad มันไม่ผิดเลยงั้นแหละ 

Aloy – [Shadow Carja?] ชั้นเชื่อว่าคุณเป็นคนดี แต่ทำไมคุณถึงไปอยู่กับพวก Shadow Carja ทำไมคุณถึงไปทำงานให้พวกเขาละ? 
Uthid – ก็เพราะท่าน Itamen นะสิ แน่นอน เพราะว่าท่านคือหนึ่งในราชา Sun King ที่แท้จริง
Aloy – แต่ Itamen ท่านยังเด็กอยู่เลยนะ ?
Uthid – ใช่ แล้วก็ยังบริสุทธิ์ไม่ปนเปือนมลทินใดๆด้วย แต่พวกมันใช้ท่าน เพื่อหลอกใช้ความเชื่อความศัทธราของเรา ข้าเพิ่งรู้ก็ตอนนี้แหละ  ...อยู่ใต้พระอาทิตย์ตอนเที่ยงวันย่อมไม่เห็นเงาว่ามั๊ย? 
จริงๆแล้ว Bahavas มันไม่ได้ต้องการทำให้ข้าเสื่อมเสียหรอก ข้าทำของข้าเอง ทำให้ราชบัลลังย์ต้องแปดเปื้อน 
Aloy – ชั้นเจอกับผู้หญิงคนนึงที่บอกว่าต้องการช่วยคุณจากปัญหาพวกนี้ เธอชื่อ Vanasha แต่ก่อนอื่นเราต้องหนีพวกนักล่าค่าหัวออกจากที่นี่กันก่อน
Uthid – เจ้าเป็นใครกันเนี้ย เหมือนกันเป็นแค่นักล่าแต่ดันกล้ามาสั่งทหารอย่างข้าให้หนีพวก ..... นักล่าค่าหัว ...พวกมันแห่มาพอดี เจ้าคิดว่าพวกมันจะมาบอกว่าข้าบริสุทธิ์มั๊ย ?


Kikuk – อย่าขยับยอมให้จับซะดีๆเจ้าพวก Carja !  คนของข้าได้ล้อมภูเขานี้ไว้หมดแล้วพวกเจ้าไม่มีทางหนีไปไหนได้หรอก !!
Aloy – มันคงยากที่จะให้คุณเชื่อใจชั้นอ่ะนะ ได้ถ้าอยากหนีออกจากที่นี่ก็คงต้องเชื่อใจกันหน่อย
Uthid – คนอย่างข้าไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าหรอก 

จากนั้นจัดการพวกนักล่าของ Kikuk ที่บุกเข้ามาให้หมดโดยมี Uthid ช่วยต่อสู้ด้วย แล้วเดินทางออกจากที่นี่ตาม Uthid ไปตามทางขึ้นเขาเรื่อยๆจนพบนักล่าอีกกลุ่มที่มาดักหน้าคือกลุ่มของ Odund และกองทหารที่สังฆราช Bahavas พามาช่วยไล่ล่าด้วยตัวเอง 




Odund – พยายามดิ้นรนต่อต้านซะดิบดีสุดท้ายก็ไปได้แค่นี้เอง  อ่อ  ข้ามีอะไรให้พวกแกประหลาดใจด้วย ข้าพาท่าน สังฆราช Bahavas ออกมาที่นี่ด้วยนะ เอาล่ะ ออกมาได้แล้วท่าน 




Uthid – ข้ารู้จักผ้าคลุมนั่นดี และระหว่างข้ากับ Bahavas ต้องมีเคลียร์ ! งานนี้ไม่ใช่หมูๆนะ เจ้านะตั้งใจหน่อย อย่าทำให้เสียเรื่องก็แล้วกัน !
Aloy – ชั้นไม่ได้ตั้งใจมาตายวันนี้หรอกน่า Uthid !

ช่วยกันจัดการทหารของ Bahavas ที่บุกเข้ามาในรอบแรกให้หมด จากนั้นก็เดินทางออกจากที่นี่ตาม Uthid ไปตามทางต่อจนพบกับ Bahavas อีกครั้ง โดยครั้งนี้มันจะมาพร้อมทหารองค์รักษ์ติดอาวุธหนักเข้ามาสู้ด้วย



Bahavas – ข้ามาที่นี่ด้วยตัวเองก็เพราะอยากจะจบความทุกข์ทรมานของเจ้า Uthid พวก Outlander นำข้ามาถึงที่นี่และจะยอมตายถวายวิญญาณให้ก็เพราะค่าจ้างที่แพงสุดกู่ที่ข้าจัดให้ไปยังไงล่ะ  ซึ่งก็น่าจะพอกับพวกไม้ซีกที่อยากจะมางัดไม้ซุงอย่างพวกเจ้านะ เอาล่ะถึงเวลาลงดาบแล้ว ลบพวกมันไปจากแสงแห่งพระอาทิตย์ได้เลย !!!

จัดการนักรบติดอาวุธหนักของ Bahavas ที่บุกมาให้หมด จากนั้นก็ปีนขึ้นไปหาสังฆ์ราช Bahavas ที่นอนตัวสั่นอยู่บนเนินได้เลย




Bahavas – ไม่ว่าเจ้าได้รับค่าจ้างจากใครมาเท่าไหร่ ข้าให้ 2 เท่า ข้าให้ 3 เท่าเลยก็ได้ !
Uthid – ไม่ ข้าเหนื่อยกับเรื่องนี้มามากแล้ว Bahavas ทั้งความหลอกลวงและความรุนแรงที่แกสร้างขึ้นมา .... ข้าไม่นึกเลยว่าจู่ๆแกจะมาฆ่าตัวตายแบบนี้ 
Bahavas – ข้าจำเป็นต้องทำ ! เพื่อตัดจุดอ่อนของเราออกไปเพื่อไม่ให้ Shadow Carja ต้องพบกับความหายนะ 
Uthid – แกแก้ไขอะไรไม่ได้หรอก แต่บางที แสงแห่งดวงอาทิตย์อาจจะพบคุณค่าในตัวแกระหว่างที่กำลังเผาแกจนแห้งตายก็ได้
Bahavas – อ๊ากกกกก !!





Vanasha – ช่างเป็นโชว์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆเลย
Aloy – สบายจริงๆเลยนะ เธอนะ นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป
Vanasha – ชั้นยุ่งๆอยู่นะ ไม่คิดบ้างหรอว่าพวกนักล่าของ Yun และกลุ่มอื่นๆมันหายไปไหนหมด ? แล้วก็ไปเตรียมเส้นทางเพื่อไปยัง Meridian และเตรียมหาคนมาเสริมทีมอีกนิดหน่อย ...ขอเวลาเราเดี๋ยว Uthid สาวๆมีเรื่องต้องคุยกันหน่อย 



Vanasha – เธอเนี้ยไม่ใช่เล่นเลยนะ ชั้นนึกภาพไม่ออกเลยว่าเจ้า Bahavas มันพลาดท่าติดกับดักของตัวเองได้ยังไง มันตายไปคนทำให้แผนที่เราเตรียมไว้ง่ายชึ้นเยอะเลย  จำ รัชทายาท Itamen กับ Nasadi แม่ของท่าน พวกทหารจับทั้งคู่เป็นตัวประกันที่ Sunfall เมื่อ Bahavas มันตาย ก็จะไม่มีใครสั่งการพวกมัน ชั้นถึงต้องให้เธอช่วยไงละ

Aloy – [Nasadi and Itamen] จะลักพาตัวราชาของพวก Shadow Carja นี่มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลยนะ
Vanasha – นี่ไม่ใช่การลักพาตัว พวกท่านต้องการที่จะหนีไปยัง Meridian อยู่แล้ว มันปลอดภัยกว่า 
Aloy – แล้วเธอรู้ได้ไง?
Vanasha – ชั้นเคยปลอมตัวเป็นสาวใช้ของ Nasadi มาครั้งนึงเลยรู้ว่าเธอกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้น ทั้งกับตัวเองและโดยเฉพาะกับ Itamen

Aloy – [Uthid] แล้วเรื่อง Uthid ล่ะ ต่อไปเขาจะเป็นไงต่อ?
Vanasha – ไม่ต้องห่วงหรอก เธอให้ชีวิตใหม่กับเขาไปแล้ว และชั้นเองก็จะช่วยให้สิ่งดีๆกับเขาด้วย เขาจะได้เดินทางไปอยู่ที่ Meridian ในฐานะที่ปรึกษาของกองทัพ และหวังว่าเขาจะช่วยราชา Avad กำจัดพวก Shadows Carja โดยเสียเลือดเนื้อน้อยที่สุด  

Aloy – [Bahavas] แล้วที่ Sunfall จะเป็นไงบ้างหลังจากที่ Bahavas มันตายไปแล้วน่ะ?
Vanasha – มันก็จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นไง ! พวกเพราะก็จะเปิดศึกชิงอำนาจกันอย่างบ้าคลั่ง ทรยศหักหลังแฉความลับแทงข้างหลังกันมั่วไปหมด แต่ที่ดีที่สุดคือพวกมันจะเลิกสนใจเรื่องของเธอ การมีอยู่ของเธอสำหรับพวกมันคือหายนะ การที่ให้เธอออกนอกเมืองไปเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับพวกมันแล้ว

Aloy – [What can I do to help Itamen?] แล้วเธอมีแผนที่จะพาตัว Nasadi และ Itamen หนีออกจาก Sunfall ยังไง?
Vanasha – ไม่มีปัญหาเลย เมื่อ Bahavas มันตายแล้วการออกจาก Sunfall ก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ปัญหาใหญ่คือตอนเดินทางข้ามพรมแดนมากกว่า ลองไปหาเพื่อนของชั้น Three – toe Huadiv ใกล้ๆกับ Branded Shore ชั้นจ้างให้คนของเขาไปเคลียร์เส้นทางที่นั่น ที่เหลือเธอก็แค่รอชั้นมาสมทบด้วยเท่านั้นแหละ 
Aloy – ก็ถ้าเธอมีพวกเขาเคลียร์เส้นทางให้แล้วจะให้ชั้นไปทำไมอีกละ?
Vanasha – เผื่อเอาไว้ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้เสมอ และเราต้องการปกป้องจากคนที่ชั้นเชื่อถือได้ เธอไงล่ะ 


Uthid – แม่สาว Nora บอกว่าเธอเป็นคนขอให้มาช่วยชั้นงั้นหรอ? แล้วเราจะข้ามพรมแดนไปยัง Meridian ต่อกันหรอ? 
Vanasha – นั่นมันก็แล้วแต่เจ้าแล้วว่าจะไปด้วยรึเปล่าที่รัก
Uthid – ทำอย่างกับข้ามีทางเลือกงั้นแหละ 
Vanasha – ไม่มีหรอก ชั้นก็แค่พูดไปตามมารยาทแค่นั้นแหละ
Uthid – แล้วอะไรที่ทำให้เจ้าคิดว่า ราชา Avad จะต้อนรับข้าในเมื่อเราเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน
Vanasha – เขาเป็นคนที่ชอบให้อภัยคน ก็แค่ยิ้มเยอะๆเข้าไว้ เจ้ายิ้มเป็นใช่มั๊ยละ? …ม่าย .. นั่นไม่ใช่ยิ้ม หน้าเจ้ายังบูดอยู่เลย เจ้ากังวลใจรึเปล่าละกับการที่ต้องไปที่ Meridian ?
Uthid – ข้าเป็นทหารมา 20 ปี ข้าไม่มีความกังวลใจหรอก
Vanasha – แม้แต่ตอนที่อยู่ท่ามกลางสาวๆสวยๆงั้นหรอ?
Uthid – ข้าจะไม่ตอบคำถามที่ไร้เกรียติแบบนี้หรอก




หลังจากคุยจบ จะได้ภารกิจเสริมเพิ่มขึ้นมาอีกอันคือ Side Quest : QUEEN’S GAMBIT ซึ่งเป็นภารกิจย่อยที่สามารถเลือกทำเพื่อสนับสนุนภารกิจหลัก Main Quest: DEEP SECRETS OF THE EARTH ให้ชัดเจนขึ้น



                     Side Quest : QUEEN’S GAMBIT


เดินทางไปยังเป้าหมายของภารกิจเสริมในแผนที่เพื่อนเข้าไปพบกับ Three – toe Huadiv นักรบที่ Vanasha จ้างเพื่อเคลียเส้นทางเพื่อพาตัว Nasadi และ Itamen หนีออกจาก Sunfall



Aloy – คุณคือ Three – toe Huadiv ใช่มั๊ย? Vanasha ส่งชั้นมาที่นี่ คุณบาดเจ็บนี่ มันเกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ?
Three – toe Huadiv – พวกเราต้องลุยกันเองน่ะสิ จะอะไรล่ะ ก็ Vanasha มาถึงก็สั่งให้เราทำแล้วก็สะบัดตูดไปแล้วสัญญาว่าจะให้รางวัลกับเรา “เคลียร์เส้นทางให้คณะของราชา” เธอบอกแบบนี้ ต้องหลบหลีกพวกทหาร Shadow carja กับพวก watchers ที่มีอยู่ปะปลายก็ว่ายากแล้วนะ แล้วต้องมาเจอไอ้พวกตัวใหญ่ๆแบบนี้ก็ไม่ไหว ข้าไม่น่าเชื่อใจคำพูดผู้หญิงอย่างนางเล๊ย

Aloy – [Vanasha?] ทำไมคุณถึงคิดว่า Vanasha จะหลอกคุณละ?
Three – toe Huadiv – ข้าและคนของข้ายอมออกมาจาก Sunfall ก็เพราะเราได้ยินว่ารายได้งาม เธอบอกเราว่าจะให้ค่าจ้างที่มากพอที่จะสบายไปทั้งชีวิต มันเป็นความผิดของข้าเองที่ติดกับในเรื่องค่าจ้าง ข้าควรจะรีบจบงานแล้วแยกตัวออกมากับสิ่งที่ข้าควรจะได้ซะที 

Aloy – [Clear a path?] แล้วที่ Vanasha ต้องการให้คุณเคลียร์เส้นทางเพื่อจะพา Nasadi และ Itamen หนีมันทำไม่ได้เพราะอะไรงั้นหรอ?
Three – toe Huadiv – ก็เธอบอกว่างานนี้มันง่ายๆนะสิ แค่หาทางที่จะไปยังแม่น้ำให้ปลอดภัยที่สุด ฟังดูก็ง่ายนะแต่มันผิดถนัดเลยล่ะ เพราะมันโหดสัสสุดๆเพราะต้องเจอกับไอ้ยักษ์กระหายเลือดนั่นน่ะสิ เราไม่เห็นตัวมันด้วยซ้ำ !

Aloy – [Monstrosity?] มีบางอย่างโจมตีคุณจากใต้ดินงั้นหรอ?
Three – toe Huadiv – โอ้ เจ้าเข้าใจแล้วสินะ ข้าเข้าใจเลยล่ะว่าทำไมพวก Shadow Carja มันถึงไม่เก็บค่าผ่านทางตรงนั้น เพราะพวกมันกลัวไอ้ตัวกินหินนั่นจะกินเอาน่ะสิ ! ข้าเองก็หนีเอาตัวแทบไม่รอด แต่พวกคนของข้าไม่ได้โชคดีอย่างนั้น ข้าคงต้องร้องไห้หนักมากแน่ๆถ้าพวกมันไม่ได้เป็นฆาตกรกับโจรอ่ะนะ

Aloy – [I need to kill that machine] อีกไม่นาน Vanasha คงจะพา Nasadi และ Itamen ผ่านมาที่นี่ตามที่นัดหมายไว้ ชั้นต้องไปจัดการมันก่อนที่พวกเค้าจะมาถึง
Three – toe Huadiv – นี่เจ้าซื่อบื้อใช่มั๊ยเนี้ย? พวกข้าลองกันแล้วก็เพิ่งบอกอยู่เมื่อกี้ แต่ข้าจะบอกเจ้าเท่าอีกทีเท่าที่รู้นะ มันมีเกราะทั้งตัวเหลือที่เว้นไว้แค่ด้านใต้ท้อง เวลามันมุดลงดินเราก็จะตามหามันไม่เจอ ต้องเงียบและฟังอย่างเดียว ทางทีดีเจ้าต้องไม่ให้มันดำดดินด้วยการทำลายที่สว่านขนาดใหญ่ที่มือทั้ง 2 ข้างของมันก่อน ข้าคงช่วยเจ้าได้แค่นี้แหละสหาย ข้าสัญญาว่าจะทำตัวให้ดูเคร่งครึมในงานศพของเจ้า จากนั้นก็ค่อยเมาหัวลาน้ำที่หลัง 



จากนั้นก็เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจที่เป็นเส้นทางที่มีเจ้า Rockbreaker มันขวางทางอยู่ซะแล้วกลับไปรายงานผลกับ Three – toe Huadiv ที่แค๊มป์ไฟอีกครั้ง



Three – toe Huadiv – พระเจ้า ! ข้าไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ข้าคิดว่าเจ้าปีศาจกินหินนั่นมันจะบดเจ้าเละซะแล้ว ในเมื่อสิ่งมหัศจรรย์มันเกิดขึ้นแล้ว เราจะรออะไรล่ะเดี๋ยวคณะของ Vanasha ก็จะมาถึงแล้ว ไปเตรียมเรือให้พร้อมจะได้พาท่าน Nasadi และ Itamen เดินทางได้ทันที



Vanasha – อ่า แม่พรายสาว ดีใจนะที่เจ้ายอมรับคำเชิญของชั้นที่จะมาเป็นบอดี้การ์ดให้ อ้าว แล้วคนของเจ้าไปไหนหมดละ Huadiv เหมือนจะโดนอะไรบางอย่างขย่ำไปจนหมด แต่อย่างน้อยมันก็คายเจ้าออกมาอ่ะนะ
Three – toe Huadiv – ตามนั้นเลยล่ะ
Aloy – ทางสะดวกแล้วเราไปกันได้ยัง ?
Vanasha – ชั้นรู้ว่าเธอแบบชอบเนื้อๆไม่เอาน้ำ แต่งานเนี้ย เรามีเวลาเหลือเฟือน่า .... ไม่ต้องกลัวนะฝ่าบาท เราได้องค์รักษ์มืออาชีพมาร่วมงานด้วยแล้ว .... เอาล่ะไปกันเถอะ


Vanasha – โอ้ .. พวก Shadow Carja มันตามมากันแล้ว ดูเหมือนมันจะแค้นชั้นเอามากๆซะด้วยสิ 
Aloy – เดี๋ยวชั้นจัดการมันเอง !
Vanasha – ต้องขอบคุณเจ้ามากนักที่อยากจะช่วย แต่ถ้าชั้นเริ่มอะไรแล้วชั้นต้องจบมันด้วยตัวเอง ไม่ได้จะรังเกียจความช่วยเหลือจากเจ้าหรอกนะ ... Huadiv รีบพา Itamen กับ แม่ล่วงหน้าไปที่ชายฝั่งก่อนเลย ระวังด้วยล่ะ.. สถานการณ์แบบนี้ถ้าเป็นเมื่อ 2 ปีก่อนตอนชั้นยังห้าวๆนะ  เรื่องพวกนี้อ่ะจิ๊บๆ 


เมื่อศัตรูเริ่มจะบุกเข้ามาจะมีเวลาพอที่จะเตรียมวางกับดักต่างๆนานาตามที่ต้องการได้นิดหน่อย การต่อสู้จะเริ่มขึ้นทันทีที่แต่ละฝ่ายเริ่มเปิดฉากโจมตี ช่วยกันกับ Vanasha จัดการศัตรูที่บุกเข้ามาให้หมด จนทหาร 2 นายที่ Vanasha ติดต่อไว้ก็เดินทางมาถึง


Vanasha – ไม่มาช้าไปหน่อยหรอท่านสุภาพบุรุษ 
Carja Archer – ขอโทษทีครับ พอดีเรือข้ามฝากมันมาช้านิดหน่อยน่ะ
Vanasha – เสียงคำรามนั่น !!! …. Thunderjaw ! … ให้ตายสิ พูดไม่ทันขาดคำเลย
Aloy – เจ้ายักษ์นี่ปล่อยเป็นหน้าที่ชั้นเอง เธอกลับไปที่เรือก่อนเถอะ
Vanasha – เจ้ารู้มั๊ย คราวนี้ชั้นคิดว่าคงต้องออกจากทีมจริงๆล่ะ แต่ทหารทั้ง 2 นายนี้จะอยู่ช่วยเจ้าแทน .... ถ้าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ ชั้นเอาพวกนายตายแน่นอน  



จากนั้นก็ต้องเข้าไปจัดการกับ Boss Corrupted Thunderjaw ซะแล้วเดินทางต่อไปที่ริมแม่น้ำก็จะพบ Vanasha กับทุกคนรออยู่ที่เรือ Aloy จะรีบดันเรือออกไปกลางแม่น้ำเพื่อพา Nasadi และ Itamen นั่งเรือเดินทางข้ามไปยังดินแดนของ Carja ทันที



Vanasha – เจ้าทำถูกต้องแล้ว ไม่แน่ นี่อาจจะทำให้ยุติสงครามทั้งหมดก็ได้
Aloy – ก็อาจจะ ... เพราะสงครามของชั้นมันยังไม่จบ 

       




Avad – ขอต้อนรับกลับบ้าน Itamen น้องข้า ที่นี่เจ้าไม่มีอะไรต้องกลัวอีกต่อไป เจ้ากับแม่อยู่การดูแลของอณาจักร Sundom แล้ว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง ข้าให้สัญญา 


Avad – Aloy ดูเหมือนข้าจะเห็นเจ้าไปมีอธิพลกับทุกๆที่เลยนะ เจ้าทำเพื่ออณาจักร Sundom เอาไว้มากมายเหนือคณานับ ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก ข้าขอขอบใจเจ้าด้วยใจจริง ขอให้เจ้าจงเดินอยู่ท่ามกลางแสงสว่างตลอดไปนะ
            



Vanasha – น่าเกลียดอ่า ชั้นใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะรู้เรื่องราวความลับพวกนี้ แต่ยัยหัวแดงนี่ได้เครดิตไปคนเดียวเลยดูสิ
Huadiv – นี่ข้ายังได้เงินค่าจ้างอยู่ใช่ป่ะ?
Vanasha – เจ้าโชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่ทิ้งให้เจ้าตายน่ะ ....แต่เรื่องระหว่างเรามันยังไม่จบนะ Aloy เมื่อเราได้เจอกันอีก คงจะได้ตอบแทนบุญเจ้าแบบจริงๆจังๆอีกที 



                                           UPDATE 14 / 10 / 2017