วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

FINAL FANTASY XV [ACT 3 End of the Road บทที่ 14 - 15 และความลับหลังจบเกม]



                          บทสรุป FINAL FANTASY XV                           

                                       [ACT III - End of the Road] 

                                      


By Decibel per - oxide



                                           ACT I :  CHAPTER 1 - 6 

                          http://decibelperoxide.blogspot.com/2016/12/final-fantasy-xv.html

                                          ACT II :  CHAPTER 7 - 13 

                         http://decibelperoxide.blogspot.com/2017/02/final-fantasy-xv.html



                         CHAPTER 14: Homecoming








                                    [Noct] – นี่เราจากไปนานแค่ไหนกันนะ ...





                                     Main Mission: World of Ruin



อาณาจักร Lucis ในอีกหลายปีข้างหน้าที่ถูกกลืนกินโดยความมืดมิดเต็มไปด้วยพวกปีศาจและไร้ซึ่งผู้คน ทันทีที่ขับเรือมาขึ้นฝั่งที่ Galdin Quay ที่ตอนนี้แทบไม่เหลือชิ้นดี




สิ่งที่ Noct ต้องทำคือ กลับไปรวมกลุ่มกับเพื่อนทุกคนหลังจากหายไปหลายปี ในขณะที่ลุยขึ้นมาจนถึงทางแยกด้านหน้าทางเข้า Galdin Quay Umbra จะเริ่มเห่าเพราะมีรถคันนึงกำลังแล่นผ่านมา




[Noct] – เอ่อ... ครับ
[Talcott] – นี่ผมเอง Talcott ไงครับ ปู่ผมเคยช่วยครอบครัว Amicitia ไว้อ่ะ
[Noct] – น้อง Talcott น่ะหรอ ? ไม่มีทาง !?
[Talcott] – มีทางสิครับ ฮ่าๆ ตัวจริงเสียงจริงเลยละ ขอต้อนรับกลับมานะครับฝ่าบาท 



[Talcott] – ฮัลโหล ครับ อ่อ งั้นหรอครับ แปบนะ พวกเขาอยากจะคุยกันฝ่าบาทอ่ะครับ 
[Noct] – เดี๋ยวเจอกันค่อยคุยทีเดียวแล้วกันนะ
[Talcott] – เขาบอกว่าเดี๋ยวเจอกันค่อยคุยทีเดียวเลยอ่ะครับ โอเค ไม่นานเราคงจะขับไปถึงแล้วละครับ



[Talcott] – ผมไม่รู้จะบอกยังไงเลยว่าดีใจแค่ไหนที่ได้เจอฝ่าบาทอีกครั้ง
[Noct] – เหมือนกัน ตอนแรกแค่ตกใจนิดหน่อยที่เธอเปลี่ยนไปมากเหลือเกินนะ
[Talcott] – หรอครับ คงเพราะผมโตขึ้นเยอะ ก็มันตั้ง 10 ปีแล้วนี่ครับ
[Noct] – 10 ปีเลยหรอ ?
[Talcott] – ฮ่าๆ หลายคนก็แก่ไปหมดแล้วเหมือนกันครับ  
[Noct] – พวกเขาอยู่ที่ไหนกันละ ?
[Talcott] – Lestallum ซะเป็นส่วนใหญ่ครับ แต่พวกเพื่อนของฝ่าบาทจะไปๆมาๆระหว่าง Hammerhead ด้วย 
[Noct] – เพื่อ ?
[Talcott] – ก็คุณ Cindy นั่นแหละคุณก็รู้ว่าเธอชอบกลับมาที่โรงซ่อมรถ เธอยังแกร่งเหมือนเดิมนะ แต่เวลาที่เธอต้องการออกไปหาอะไหล่อะไรพิเศษก็มักที่จะเรียกใช้บริการพวกเพื่อนๆของคุณอยู่บ่อยๆ พูดถึงว่า ก็แบบตอนนี้ไหนไง พวกเพื่อนๆคุณก็กำลังมาเดินทางมาที่ Hammerhead แล้ว เดี๋ยวเราก็จะไปเจอกันที่นั่นแหละ 

[Talcott] –  ฝ่าบาทรู้มั๊ย ตั้งแต่คุณหายตัวไป มันไม่มีอะไรเหลือเลย ทุกอย่างว่างเปล่ามีแต่ความมืดต่อเนื่องตลอดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันอีกเลย มีแต่เมือง Lestallum ที่ยังมีแสงสว่างอยู่ ต้องขอบคุณพลังงานจากโรงไฟฟ้าของเมืองเลย เราถึงพาผู้อพยพทุกคนไปที่นั่นไง 
[Noct] – มีแค่ที่นั่นที่เดียวหรอ ?



[Talcott] – ทุกที่รกร้างว่าเปล่าเพราะพวกปีศาจเข้าโจมตีจนชาวบ้านต้องหนีกระเจิงออกมากันหมด ตอนแรกทุกคนมุ่งหน้าไปที่โรงซ่อมรถใน Hammerhead กันหมด จนในที่สุดก็ไม่มีพื้นที่มากพอ ตอนนี้ที่ Hammerhead ปิดไปแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นฐานย่อยของพวก Hunter ที่เรียกว่า “Slayer Station” สำหรับล่าพวกปีศาจและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ส่วนโรงซ่อมก็ยังเปิดอยู่นะ น่าจะเป็นอู่แห่งเดียวในแถวๆนี้แล้วละมั้ง 
[Noct] – แล้ว เอ่อ Cid ละ ลุงแกยังไหวรึเปล่า ?
[Talcott] – ลุงแกก็ยังลุยไหวอยู่นะ แต่ไหวในที่นี้ก็คงจะบู๊แบบเมื่อก่อนไม่ได้แล้วละครับ ลุงแกก็รับตัวเองตอนนี้ไม่ได้เท่าไหร่หรอก อย่างน้อย แกก็ย้ายออกไปที่ Lestallum บางคนแนะนำให้แกย้ายอู่ซ่อมรถมาเปิดที่เมือง Lestallum ด้วยเลย แต่ลุง Cid แกไม่ยอม แกบอก “โธ่ ไอ้สมองขี้โจโกโปะอ้วนเอ๊ย ! สถาที่แต่ละที่มันเหมือนกันหมดที่ไหนกันเล่า ไม่ใช่ที่ไหนก็จะเหมาะกับอู่ของชั้นได้หมดนะเว้ย”
[Noct] – นั่นแหละ Cid ตัวจริงเสียงจริงเลยละ 
[Talcott] – คุณ Cindy เธอเองก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเอายังไง คงอาจจะปล่อยให้อู่อยู่แบบนั้นไปก่อน และในขณะที่ยังไม่มีงานช่างทำ เมนูอาหารทะเลของคุณ Ignis ก็คงทำให้ลุง Cid แกมีเป้าหมายที่จะทำต่อไปได้ซักพักแล้วละ ฮ่าๆ  



[Talcott] –  ท่ามกลางสถานการณ์ที่พวกปีศาจมันออกอาละวาดเต็มไปหมดแบบนี้ ประชาชนก็ยิ่งจะต้องทนทุกข์และมีชีวิตที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ แม้แต่ Iris ก็ยังขอท่านแม่ทัพในการออกไปสู้กับพวกปีศาจด้วยตัวเธอเองเลย Iris The Daemons Slayer ผู้คนเรียกเธอแบบนี้  Gladio กับคนอื่นๆก็เข้าไปช่วยในทุกครั้งที่พวกเขาทำได้ ส่วน Prompto ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่จัดการพวกปีศาจแต่รอบๆ Hammerhead เขาคงกำลังทำให้เธอประทำใจเผื่อเวลาจะขอแต่งงานจะได้ยินยอมมั้ง 
[Noct] – แล้ว Ignis ละ ?
[Talcott] – คุณ Ignis เขาก็ยังออกล่าพวกปีศาจด้วย พวกเราพยายามห้ามแล้ว แต่เขาไม่ฟังเลย เขาบอกว่า ถ้าจะมีใครซักคนที่ใช้งานในที่มืดมิดแบบนี้ได้ดีที่สุดก็คงจะเป็นเขานี้แหละ 
[Noct] – สรุปว่าถึงตอนนี้เขาก็ยังมองไม่เห็นหรอ ?
[Talcott] – เกรงว่าจะไม่นะครับ แต่ผมบอกได้เลยว่า ตอนนี้ เขากำลังไปได้สวยในแบบของเขาเลยนะ ถึงแม้ Gladio กับ Prompto จะออกล่าด้วยกัน 2 คนได้ดีก็เถอะ แต่ก็คงไม่ดีหรือไม่เข้าขาเท่ากับที่ทั้ง 3 ช่วยกันสู้แบบที่เป็นมาจนถึงตอนนี้หรอกจริงมั๊ยครับ พวกเขายังคงเป็นทีมที่ดีที่สุด แต่ถ้าแยกต่างคนต่างสู้จะทำให้แต่ละคนรับภาระที่หนักมากขึ้นด้วย  … เราถึง Hammerhead แล้วละครับฝ่าบาท ทุกคนต้องดีใจมากๆเลยที่ได้เจอคุณ ส่วนผมยังไม่ไปไหนหรอกครับ ถ้าคุณมีอะไรสงสัยที่จะถามอย่าเกรงใจที่จะถามผมนะครับ 
       
  

                        

                                     Hammerhead




[Noct] – เฮ้
[Gladio] เฮ้ งั้นหรอ? นั่นเป็นทั้งหมดที่นายอยากพูดหลังจากที่หายไปนานหรอฟ่ะ 
[Prompto] – Noct นั่นนายจริงๆหรอเนี้ย ฮ่าๆ  
[Noct] – นั่นสิ ชั้นก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันแหละ 




[Ignis] – แหม่ๆ นายปล่อยให้พวกเรารอนานเลยนะ 
[Noct] – ชั้นก็ไม่ชอบที่ต้องให้ใครมารอหรอกนะ .. มาเถอะ เรามีเรื่องต้องคุยกันเยอะเลย 



        

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------                        

                            เอกสารที่ตกหล่นใน Hammerhead



ผลการตรวจสอบทางธรณีฟิสิกส์ของสภาพการปนเปื้อนของสภาพอากาศ
ได้มีการตรวจพบการปรากฏตัวของอนุภาคที่ชอบแสงแดด เป็นอนุภาคที่มีความแตกต่างกันระดับความเข้มข้น โดยเฉพาะระดับอนุภาคชั้นโอโซนระบุว่ามีคุณสมบัติในการดูดซับแสงมีผลทำให้แสงสว่างในบรรยากาศลดลง


การศึกษาถึงธรรมชาติและลักษณะของอนุภาคดูดซับแสง 
เมื่อทำการตรวจสอบหลายๆครั้งพบความสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคดูดซับแสงที่เป็นสาเหตุของความเสื่อมโทรมของสภาพบรรยากาศนั้นเกี่ยวโยงกันกับการกลายพันธ์และการเติบโตของปรสิตในเม็ดเลือดในตัวของพวก Daemons ซึ่งเราได้ค้นพบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่ชัดเจน นอกจากนี้การกระจายตัวของอนุภาคดูดซับแสงจำนวนมากจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาการตายของพวก Daemons ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างรุนแรงที่ทำให้เกิดความมืดของบรรยากาศที่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน  



The Star scourge 


โรคระบาดที่ทำให้พลเมืองของ Eos ที่ได้รับความทุกข์ทรมานตั้งแต่สมัยโบราณโดยปรสิตสกุลเดียวกับโรคมาลาเรียที่เป็นสาเหตุของโรคติดต่อที่ทำให้เกิดการกลายพันธ์โดยมีแมลงเป็นพาหะนำไปสู่การฟักตัวภายในร่างกายมนุษย์และเปลี่ยนทุกคนให้กลายเป็นปีศาจได้ 



                        Main Mission: The Cure for Insomnia



ทันทีที่พร้อม สำรวจรั้วทางออกของ Hammerhead เพื่อเดินทางกลับไปกอบกู้ Insomnia ได้เลย 




[Gladio]- ในที่สุดก็ได้กลับบ้านกันซักที ถึงเวลาต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้เต็มยศกันหน่อยแล้วมั้ง
[Prompto] – ในที่สุดเราก็ได้ลุยเรื่องนี้กันซะที
[Ignis] – ทุกคนคงอยากใส่มันอยากภาคภูมิใจน่ะ 
[Noct] – อืมม .. ก็หวังว่ามันคงยังไม่คับไปสำหรับทุกคนนะ 


หลังจาก 10 ปีผ่านไปอย่างโดดเดี่ยว Noctis ก็กลับมาหาเพื่อนๆของเขาอีกครั้ง ทุกคนได้ตั้งแค้มป์พูดคุยดื่มกินกันครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเดินทางมาที่ Insomnia เมืองหลวงของอาณาจักร Lucis บ้านเกิด ที่ที่ราชาที่ถูกเลือกจะกลับมาเพื่อทวงคืนบัลลังก์ ปลดปล่อยเมืองแห่งราชาออกจากความมืดมิดและคืนแสงสว่างให้โลกใบนี้อีกครั้ง 


                                 Crown City of Insomnia 




[Gladio]- บ้านแสนสุข 
[Prompto] – อืมม ไม่ได้กลับมานานเลยละ 
[Ignis] – แล้วเรามัวรออะไรกันอยู่อีกละ 
[Gladio]- จุดหมายต่อไป มหาวิหารแห่ง Insomnia

        

จากนั้นลุยเข้าไปด้านในเมือง Insomnia ท่ามกลางศัตรูระดับเก่งๆมากมาย แผนที่โดยรวมจะต่อเนื่องกัน 2 ช่วงโดยมีทางเชื่อมคือช่องทางลอดใต้เมือง และจะมีห้องพักให้เซฟและสามารถกลับไปอดีตได้ 2 จุดที่ยังจะสามารถย้อนกลับไปเก็บอะไรต่างๆนานาที่ยังค้างคาไว้ซึ่งจะเป็นจุดสุดท้ายก่อนจะถึงการต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่ปลายทางอยู่ที่ประตูทางเข้า มหาวิหารแห่ง Insomnia 



[Ardyn] – Ifrit the infernian ไม่ได้งมงายที่จะแบ่งปันความรักให้กับมนุษย์เหมือนกับ Shiva the Glacian หรอกนะ แต่ที่แน่ๆเขาจะต้อนรับพวกคุณอย่างอบอุ่นอย่างแน่นอนเลยละ … ผมจะรออยู่ข้างบนแล้วกันนะ 




[Noct] – ทุกคนใจเย็นๆนะ ระวังความร้อนของมันด้วย ... อ๊ากกกกก !!!




[Prompto] – Noct !! ก้มต่ำไว้นะ ! 
[Ignis] – ทางนี้ Noct เร็วเลยก่อนมันจะโจมตีอีกครั้ง !
[Gladio]- จะทำไงถึงจะฆ่ามันได้กันเนี้ย !??
[Prompto] – พยายามหาทางให้มันฆ่าเราไม่ได้ก่อนดีกว่ามั๊ย !?



Boss Ifrit the infernian ร่างแรกนั้นมันจะนั่งบัลลังก์อย่างเดียวแล้วโจมตีด้วยลูกไฟออกมาโดยไม่มีการเคลื่อนไหว เมื่อจัดการมันจน HP หมดจะสามารถกด L2 Summon Bahamut ออกมาจัดการมันซะ 






(เป็นการบังคับตามเนื้อเรื่องหากไม่เรียก Bahamut ออกมาจัดการ จะโจมตีมันจน HP หมดยังไงก็ไม่ตาย) 



ร่างที่ 2 ของ Ifrit จะออกมาโจมตีเต็มรูปแบบ โดยจะมาไฟเป็นทั้งอาวุธในการโจมตีและเป็นบาเรียป้องกันตัวเอง



 การโจมตีมันให้ได้ผลต้องโจมตีในตอนที่รอบๆตัวมันไม่มีไฟล้อมรอบเท่านั้น หากโจมตีตอนที่ไฟป้องกันอยู่จะสร้างความเสียหายกับมันน้อยมากๆ 



[Shiva] – Pyreburner …… หัวใจแห่งพระเพลิงนั่นจะต้องมอดไหม้เป็นเถ้าถ่านมาแล้ว ไฟที่มอดดับไปแล้วมิสามารถเผาผลาญสิ่งใดได้อีก เจ้าอยากลองลิ้มรสลมหนาวแห่งความตายอีกครั้งใช่มั๊ย ?  



ทันทีที่เสียงของ Shiva แว่วมา ก็จัดการ Ifrit จน HP หมดแล้วกด L2 Summon Shiva ออกมาจัดการ Ifrit ด้วยจุมพิตแห่งความหนาวเย็นจนสามารถทำให้ Ifrit  ถูกแช่แข็งและถูก Shiva อัดกระแทกจนร่างแตกกระจายไปในที่สุด  (เป็นการบังคับตามเนื้อเรื่องหากไม่เรียก Shiva ออกมาจัดการ จะโจมตีมันจน HP หมดยังไงก็ไม่ตาย) 




[Shiva] – ราชาผู้ถูกเลือกโดยคริสตัล จงคืนแสงสว่างให้กับโลกนี้ด้วยเถิด 
[Prompto] – เธอพูดว่าอะไรเนี้ย ?
[Noct] – บอกให้ชั้นนำแสงสว่างกลับคืนมา 
[Gladio]- ก็เป็นเป้าหมายต่อไปของเราพอดีน่ะสิ 


หลังจากกำจัด Ifrit ได้แล้วก็ขึ้นไปที่ทางเข้ามหาวิหารแห่ง Insomnia ที่ด้านบนต่อได้เลย จากนั้นเข้าไปตามทางจนถึงลิฟต์ขึ้นต่อไปจนถึงชั้นบน




 [Ignis] – ในที่สุดเราก็มาถึงมหาวิหารสำเร็จ
 [Noct] – ท้องพระโรงอยู่ชั้นบน 
 [Prompto] – เปิดไฟสว่างจ้าไปหมดเลย
[Gladio]- เดาว่าพวกมันคงตั้งตารอเราอยู่แน่เลย
[Noct] – มันต้องการทำให้เลวร้ายที่สุดเท่าที่มันจะทำกับเราได้นั่นแหละ
[Gladio]- หวังว่า ลิฟต์ยังคงใช้ได้นะ 
[Prompto] – คิดว่าใช้ได้นะ
[Ignis] – ขึ้นลิฟต์ไปก็เหมือนเป็นลูกไก่ในกำมือมันเลยนะสิ
 [Noct] – ก็ยังดีกว่าเดินขึ้นนะ เซฟแรงไว้จะดีกว่า 
[Gladio]- ที่นี้ก็เหลือแต่ห้องท้องพระโรงรออยู่ด้านนอกแล้ว
[Prompto] – ใช่ ไอ้ Ardyn ก็ด้วยเหมือนกัน
[Gladio]- มันทำอย่างกับเป็นบ้านของมันเลยนะ !
[Ignis] – ถึงเวลาที่จะทวงคืนของทุกอย่างที่เป็นของเราคืนแล้ว 
[Noct] – ทุกอย่างจะจบลงที่นี่ คืนนี้ !



[Prompto] – ถ้างั้น Ardyn มันคือความมืดมิดที่ชั่วร้ายในตำนานงั้นหรอ 
[Ignis] – มันถึงอยากจะเป็นราชาแห่งแสงไง 
[Noct] – และก็มีแค่ชั้นเท่านั้นที่จะส่งมันกลับไปเป็นความมืดอย่างที่มันเคยเป็น
[Prompto] – งั้นเพื่อนซี้ชั้นก็จะได้เป็นคนเขียนบทสุดท้ายของตำนานเลยละซิเนี้ย โคตรเจ๋งเลย 


ขึ้นลิฟต์มาจนถึงชั้นบนแล้วเข้าไปตามทางต่อจนถึงประตูทางเข้าห้องท้องพระโรง


[Noct] – ขอเวลาแปบนึงนะ Prompto ชั้นขอดูรูปของนายหน่อยได้มั๊ย ว่าจะขอเก็บไว้ใบนึงน่ะ 
[Prompto] – ได้สิ .. เลือกเอาตามสบายเลยเพื่อน 




จากนั้นต้องเลือกรูปที่เคยถ่ายเอาไว้มา 1 รูปเพื่อให้ Noct เก็บไว้เป็นที่ระลึกและจะเป็นรูปที่ใช้เป็นรูปเพื่อใส่กรอบเป็นที่ระลึกสำหรับผู้เล่นหลังจบเกมด้วย



[Prompto] – แค่นั้นหรอ รูปเดียวพอหรอ ไม่เอาคืนแน่นะ
[Noct] – อืมมม 


      เมื่อเลือกรูปเสร็จแล้ว ทั้งหมดจะเข้าไปเผชิญหน้ากับ Ardyn ด้านในท้องพระโรง

   



   

   


                                          [Prompto] – นั่นมันอะไรวะนะ ??!!




[Ardyn] – ผมเกรงว่า พวกคุณคงจะโชคไม่ดีเท่าไหร่นะ เพราะบัลลังก์นี่ใช่มั๊ยที่นำนายมาที่นี่น่ะ เสียใจด้วยนะเพราะมันนั่งได้แค่คนเดียว ฮ่าๆ
[Noct] – ลุกออกมาจากบัลลังก์ของชั้นซะ Jester กษัตริย์เท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์นั่งตรงนั้นได้ 

  


[Ardyn] – โอ้ Noct คุณไม่รู้หรอกว่าผมรอคุณอยู่ตรงนี้มานานแต่ไหนแล้ว คืนนี้ความฝันที่จะกำจัดสายเลือดราชวงศ์ Lucis ของผมจะจบลงซะที 
[Gladio]- ไอ้หมอนี่มันคงจะแค้นมากถึงได้ต้องทำถึงขนาดนี้ 
[Prompto] – ชั้นว่าหนักไปทางอิจฉามากกว่านะ 
[Ignis] – Ardyn นั่งบัลลังก์งั้นหรอ ?
[Noct] – นั่งได้ไม่นานหรอก นั่นมันที่ครองราชย์ของชั้น !




[Ardyn] – ฮ้า !!
[Gladio , Prompto, Ignis]- อ๊ากกกกก !!!
[Ardyn] – เสียใจด้วย พวกเขาไม่มีสิทธิ์แทรกแซงการต่อสู้ครั้งนี้ นี่เป็นการต่อสู้ระหว่างกษัติย์ เท่านั้น !!





จากนั้นขึ้นไปบนทางเดินของซากบัลลังก์ไปที่พนังด้านบนเพื่อ Wrap strike ลงไปที่ลานกว้างด้านนอกก็จะพบ Ardyn รออยู่



[Ardyn] – หนึ่งอดีตที่เคยไร้ค่ากับเจ้าชายผู้ไร้ซึ่งอำนาจ เขาพร้อมแล้วหรอที่จะอ้างสิทธิ์ในบัลลังก์ของกษัตริย์ อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ  

       

[Ardyn] – เริ่มเกมส์ได้ ! 
[Noct] – ไม่ นี่เป็นตอนจบของเราแล้ว !

   

[Ardyn] – คุณคิดว่าตัวเองเป็นราชาที่ถูกเลือกแล้วจริงๆหรอ ? แต่จริงๆคุณก็แค่ตัวสำรองที่ดีที่สุดเท่านั้นเอง ชอบมั๊ยละที่ผมทำกับโลกใบนี้น่ะ ? ผมทำให้มันบิดเบี้ยวเพื่อคุณโดยเฉพาะเลยนะ 




[Ardyn] – ราชาผู้โดดเดี่ยว ผมผิดหวังจริงๆเลย คุณทำได้ดีที่สุดแค่นี้จริงๆเรอะ!!  ให้เวลาตั้ง 10 ปี มีอะไรมาโชว์แค่นี้เองหรอ?






[Ardyn] – อ่า ..การแก้แค้นของผมใกล้จะสำเร็จแล้ว จะต้องรออีกนานแค่ไหนกันนะ ?
[Noct] – ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานเกินรอหรอก !
[Ardyn] – ดี งั้นมีอะไรก็ว่ามา คุณกับคริสตัลของคุณน่ะ ผมจะใส่เต็มที่ด้วยทุกอย่างที่มีแล้วนะ !




[Noct] –  พลังแห่งแสง !!!
[Ardyn] – โอ้ ในที่สุด ...





                                                     [Noct] –   อ๊ากกกก !!!!








[Ardyn] – การศึกเริ่มถดถอย เอาไงต่อ .. ราชาแห่งอดีตกาลกำลังอ้างแค้นรับแล้ว เรียกขานให้คุณออกมา ..เพื่อการให้อภัย 



[Ardyn] – ตั้งแต่พ่อของคุณตาย คุณก็มัวแต่เล่นสนุกกับเพื่อน วันที่คนรักของคุณตาย คุณก็ไร้ซึ่งพลังที่จะยับยั้งมัน 



คุณคิดว่า 10 ปีนี่มันนานมั๊ยละ ? แต่สำหรับผม มันไม่มีค่าอะไรเลย ผมอยู่ในความมืดมืดมาเป็นชาติแล้ว ! งั้นมาดูสิคุณจะจบมันได้ยังไง 



[Ardyn] – และแล้วตอนนี้คุณก็จบมันได้จริงๆ ฝ่าบาท แล้วเอาไงต่อดีละ? กำจัดพวกปีศาจเพื่อนำสันติภาพกลับคืนมางั้นหรอ ? ลบเรื่องราวของผมออกจากประวัติศาสตร์อีกครั้งสินะ ?



[Noct] – ครั้งนี้ ...แกต้องสู่สุขคติเสียที ..หลับตาของแกซะ ..แค่ตลอดไปก็พอ
[Ardyn] – ผมจะรอคุณอยู่อีกฝากนึงก็แล้วกันนะ ......



[Ignis] – นี่คือช่วงเวลาที่ต้องล่ำลากันแล้วใช่มั๊ย 




                       CHAPTER 15 End of the Road 





[Noct] – ใช่ ถึงเวลาแล้วละ 
[Gladio]- ทำให้เต็มที่นะ 
[Noct] – อืมม 




 [Prompto] – จะ จะไม่กลับมาแล้วใช่มั๊ย?



   

[Noct] – Prompto … Gladio .. Ignis ..คงต้องลาทุกคนตรงนี้เลยนะ จงภูมิใจในตัวเองนะ, เพื่อนของชั้น
[Ignis] – โชคดี ... และดูแลตัวเองด้วยนะ ฝ่าบาท 





                                                  [Noct] – ถึงเวลาแล้วนะ ..





                             
                                                   [Noct] – ผมกลับถึงบ้านแล้ว






                     [Noct] –  ผมภูมิใจนะ ถึงแม้ว่าอาจต้องใช้เวลาซักหน่อยก็เถอะ

         



                   [Noct] –  ตอนนี้ผมพร้อมแล้วละ รักทุกคนมากนะ ลูน่า เพื่อนๆทุกคน ..


        


                          [Noct] –  พ่อ ถึงเวลาที่เราจะอยู่ด้วยกันแล้ว ..ผมรักพ่อนะ 




       


                                             [Noct] – กษัตริย์แห่งลูซิส ! 







                                          [Noct] –  …จงออกมาหาข้า !!













                                                        [Noct] – อ๊ากกกก !!!!








                                                [Noct] – เชื่อใจผมนะ พ่อ 



















                                         






















                                       [Noct] – จบสิ้นกันเสียที ...




แคมป์ไฟในค่ำคืนสุดท้ายก่อนที่ Noct , Ignis , Gladio และ Prompto จะยกพลคืนสู่เย้าที่อินซอมเนีย อาหารมื้อเย็นก่อนศึกสุดท้ายกับความนัยที่ Noct หมายจะบอกกับเพื่อนทุกคน 



[Noct] – จะว่าเป็นแล้ว ตอนนี้ ชั้นก็แค่ ... อยากให้ตัวเองรู้สึกสงบ .. นิ่ง .. รู้เลยว่านี่แหละที่ใช่เลย การที่ได้เห็นพวกนายอยู่ด้วยกันที่นี่ตอนนี้ไง ... ก็คงทำได้มากที่สุดได้เท่านี้แหละ 


[Prompto] –ช่ .. นายแม่งพูดถูกเผงเลย 
[Gladio]- เฮอะ คายออกมาจนได้
[Ignis] – ดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะ  [Noct] – เอาละ.... จะพูดยังไงดีล่ะ .. พวกนายน่ะ






                                      [Noct] –   ...เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเลย 

                               

                                  ความมืดมิดมลาย แลกด้วยพระวรกาย 




                         ร่างราชาแตกสลาย เพื่อเป้าหมาย "ความคงเดิม"







                 เป็นจุดเริ่มเกิดก่อและแต่งเติม อรุณแรก "เริ่ม" ของวันใหม่




            เพื่อคืนแสงสว่างให้ทั้งแผ่นดิน ...ที่ไร้สิ้นซึ่งผู้คน อีกต่อไป               




[Regis] – ลูน่าที่รัก เธอทำดีแล้ว ที่เป็นคนนำส่งแหวนให้ Noctis ถึงแม้ว่าลูกชายของชั้นจะดื้อรั้นเอาแต่ใจไปหน่อย แต่จริงๆแล้ว ...เขาทำให้ชั้นภูมิใจมากนะ 






                  .. บางทีเธอทั้งคู่อาจจะได้รู้ซึ้งถึงคำว่าความสุขกันเสียทีก็ได้ 





สุดท้ายนี้คิดว่า ชัยชนะที่แท้จริงมันเกิดกับผู้ใด ?? … แม้ว่า Ardyn ต้องสูญสลายไปด้วยน้ำมือราชาองค์ที่ 114 แห่งอาณาจักร Lucis นามว่า Noctis Lucis Caelum ในปี M.E. 766 จน Noct สามารถคืนแสงสว่างให้อาณาจักร Lucis และโลกแห่ง Eos ได้อีกครั้ง แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะสายไปแล้ว ประชาชนทุกทั้งโลกที่กลายเป็นปีศาจก็ได้สูญสลายไปพร้อมกับแรงแค้นของ Ardyn แสงสว่างที่กลับมา กับ ความสำเร็จที่เสมือนแค่ภาพนิมิตความสุขที่ลวงตา (Omen) แต่แรงปรารถนาแห่งความแค้นของ Ardyn ก็ได้กำจัดราชวงศ์แห่ง Lucis ไปพร้อมๆกับแหวนที่ส่งต่อพลังแห่งแสงสว่างจนหมดสิ้นไปอย่างสาสมดั่งที่ตั้งใจแล้ว  



               - -  -  - - -  -  - - - -  -  - - - - - - -  FIN - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


                                              

                                                my results

                                            Start Time 5 ธันวาคม  2559
                                        Ending Time 16 เมษายน 2560
                                                Total Time 294:22:07 


 ***************************************************************************



 

                            The Part of kings of Lucis

                       กษัตริย์ผู้เคยปกปักษ์อาณาจักรลูซิสทั้ง 15 พระองค์



1.The Founder ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ Lucis ที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 2 พันปีที่แล้ว โดยมี Gilgamesh เป็นโล่องค์รักษ์คอยพิทักษ์กาย 


2.The Wise ฉายาราชาผู้ชาญฉลาด ผู้ครอบครอง Sword of the Wise ที่ช่ำชองเพลงดาบและเชื่อกันว่าเป็นกษัตริย์ผู้ใช้พลังของคริสตัลสร้างบาเรียเวทย์ป้องกันอาณาจักร Lucis

3.The Conqueror ฉายา Chaos King ผู้ครอบครอง Axe of the Conqueror กษัตริย์ที่ครองราชย์ในยุคที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทรงต่อสู้เพื่อประชาชนเพื่อนำมาซึ่งการรวมแผ่นดินเป็น Lucis เพียงหนึ่งเดียว ซึ่งถือว่าเป็นกษัตริย์ที่ทำให้อาณาจักรขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ที่สุด 

4.The Clever ฉายา Winged King ผู้ครอบครอง Bow of the Clever กษัตริย์ที่ว่ากันว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ รวมทั้งยังมีรูปลักษณ์ที่สวยงาม แถมยังมากสติปัญญาและความสามารถในการรบ

5.The Wanderer ฉายา Lion King ผู้ครอบครองดาบคู่ Swords of the Wanderer ถูกเรียกขานว่า เป็นราชาผู้ไร้พรหมแดน ผู้ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวผจญภัยไปยังพื้นที่ที่ยังไม่มีใครไปถึง 

6.The Mystic ฉายา Yaksha King ผู้ครอบครองดาบใหญ่ Blade of the Mystic เขาคือราชาองค์แรกที่ทำหน้าที่อารักขา Oracle ซึ่งจะเห็นเขาออกมาในฐานะรูปปั้นผู้พิทักษ์เมือง Insomnia ที่ออกมาต่อสู้กับพวกปีศาจของฝ่ายจักรวรรดิในหนัง Kingsglaive ด้วย 

7.The Oracle. ราชินีแห่ง Luis ผู้ครอบครอง ตรีศูลแห่ง Oracles แม้ว่า จะรูจักกันดีว่า Oracles นั้นต้องมาจากราชตระกูลแห่ง Tenebrae แต่หนึ่งใน Royal Arms อาวุธของกษัตริย์ก็มี ตรีศูลแห่ง Oracles รวมอยู่ด้วย แถม The Oracle ยังเป็น 1 ใน  13 รูปปั้นผู้พิทักษ์กำแพงบาเรียจากยุคเก่า และได้ปรากฏตัวออกมาเพื่อต่อสู้กับ Diamond Weapons ในหนัง Kingsglaive ด้วย

8.The Rogue. ฉายา Crouching Dragon Queen ผู้ครอบครองดาวกระจาย Star of the Rogue เชื่อกันว่าเป็นราชินีแห่ง Lucis องค์แรกที่ไม่ชอบออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะชนแต่ชอบที่จะปกครองบ้านเมืองอยู่ในเงามืดแทน  แต่ในหนัง Kingsglaive The Rogue ที่เป็น1 ใน  13 รูปปั้นผู้พิทักษ์กำแพงบาเรีย ได้ออกมาต้านการโจมตีจากจักรวรรดิและ Diamond Weapon ในการโจมตีระลอกแรกด้วย 

9.The Tall ฉายา Dynast King ผู้ครอบครองดาบเลื่อย Sword of the Tall ว่ากันว่าในเหล่าราชาแห่ง Lucis ทั้งหมด เขาเป็นราชาที่มีรูปร่างใหญ่โตและแข็งแรงที่สุด.

10.The Just ฉายา Merciful Queen ผู้ครอบครองโล่แห่งความยุติธรรม Shield of the Just  ราชินีที่ชาวประชาต่างกล่าวขานว่าเธอเป็นราชินีที่รักความสันติยุติธรรมยิ่งกว่าสิ่งใดและยังเป็นที่รักของชาวลูเซี่ยนมากกว่าราชาองค์ใดที่ผ่านมา  

11.The Fierce. ฉายา ราชาผู้โหดเหี้ยม ผู้ครอบครอง Mace of the Fierce กษัตริย์อันเป็นที่รักของประชาชนเพราะมีพระจริยวัตรที่งดงามปฏิบัติด้วยความพอเหมาะพอดี แต่ที่ได้ฉายา ราชาผู้โหดเหี้ยม ก็เพราะว่า เขาจะปฏิบัติกับศัตรูอย่างโหดร้ายที่พร้อมจะหวดพวกมันให้จมดินด้วยกระบองขนาดใหญ่อย่างไร้ปราณี และเขาก็ยังได้ปรากฏตัวในหนัง Kingsglaive  ในฐานะที่เป็น1 ใน  13 รูปปั้นผู้พิทักษ์กำแพงบาเรียที่ออกมาต้านการโจมตีจากจักรวรรดิด้วยเช่นกัน

12.The Pious ฉายา Holy King ผู้ครอบครอง Scepter of the Pious  ราชาผู้เคร่งศาสนา ที่นำพาชาวลูเซี่ยนตามแนวทางของคำพยากรณ์และทำงานเคียงข้าง Oracle ในยุคของเขาอย่างสินทสนมและใกล้ชิด

13.The Warrior ฉายา War King ผู้ครอบครอง Katana of the Warrior ราชาที่ว่ากันว่าเขาเปลี่ยนไปเพราะราชินีถูกศัตรูฆ่า จึงเป็นราชาองค์เดียวของลูซิสที่เดินทางไปทั่วโลกเพื่อก่อสงคราม โดยใช้ความอาฆาตแค้นเป็นแรงขับเคลื่อนในความตั้งใจที่จะกำจัดศัตรูทั้งแผ่นดินให้หมดสิ้นไป  และสันนิฐานว่าเป็นราชาที่ได้รับการสักการะบูชาด้วยเครื่องประดับที่เรียกว่า Safety Bit และ 
ยังเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวอีกที่มีอาวุธประจำพระองค์ Royal Arm เป็น คาตานะ ดาบทรงญี่ปุ่นที่ไม่ใช่อาวุธที่อยู่ในอาณาจักร Lucis นั่นก็เพราะเขาเดินทางไปทำสงครามไปทั่วโลกจึงได้อาวุธแปลกๆจากนอกอาณาจักรมาครอบครองมากมาย  



14. Regis Lucis Caelum ราชาองค์ที่ 113 แห่งราชวงศ์ลูซิส Regis ผู้ครอบครอง Sword of The Father เป็นราชาที่รักครอบครัวและรักการผจญภัย ว่ากันว่าเขาออกเดินทางข้ามดินแดนแห่ง Lucis จนทั่วก่อนถูกส่งไม้ต่อมาจาก King Mors ราชาผู้ซึ่งเป็นพ่อให้ขึ้นครองราชย์แทนและเป็นผู้เสริมกำลังให้กับบาเรียแห่งแสงที่เรียกว่า Old war เพื่อปกป้องเมือง Insomnia ให้อยู่รอดมาจนถึงวันนี้  




15. Noctis Lucis Caelum ราชาองค์ที่ 114 ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์แห่งราชวงศ์ลูซิสที่ยอมเสียสละตัวเองจนสามารถกำจัดโรคร้ายที่เกาะกินโลกแห่ง Eos จนได้พบแสงสว่างที่ปลายฟ้า แม้ว่า ทุกอย่างจะสายเกินไป 

Cr. แปลและเรียบเรียงจาก 
http://finalfantasy.wikia.com/wiki/Kings_of_Lucis


***************************************************************************

หลังจากจบเกมแล้ว เมื่อโหลดเซฟจบขึ้นมาอีกครั้งจะมาอยู่ในห้องพักที่จุดสุดท้ายก่อนเข้าไปต่อสู้กับ Ardyn ซึ่งจะสามารถใช้คำสั่ง Call Umbra ตรงที่นอนกลับมาที่ Lucis ในอดีตเพื่อทำ sub Quest ต่างๆที่เพิ่มขึ้นมาหลังจากจบเกมได้ด้วย 

                                  Side Quest: Into Unknown Frontier 




[Prompto] –เดี๋ยวก่อนนะ ชั้นค่อนข้างมั่นใจเลยว่าไอ้เครื่องยนต์ประหลาดๆ (คีย์ไอเทม Strange Engine ที่ได้เป็นรางวัลหลังจบภารกิจตามเนื้อเรื่องที่ Formouth Garrison ) เนี้ย ถ้าเราเอามันมาผสมกับชิ้นส่วนอื่นๆน่าจะพอได้นะ ดูรูปทรงมันเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนอะไหล่อะไรซักอย่างแน่นอน 
[Ignis] – อย่ามัวแต่เดามั่วอยู่เลย ไปถามผู้เชี่ยวชาญดีกว่านะ
[Prompto] – ใช่เลย Cindy


[Cindy] – ไง ทำไมทำตาจริงจังแบบนั้นอ่ะ ได้อะไรน่าสนใจมาหรอ ?
[Noct] – บางอย่างที่หวังว่าเธอคงจะบอกได้อ่ะนะว่ามันคืออะไร 
[Cindy] – ชั้นกล้าเดิมพันเลยนะว่า มันจะทำให้นายเดินทางรอบโลกดั่งใจต้องการ ทันทีที่ชั้นจัดการให้จนเสร็จอ่ะนะ .. โอเค รอแปบนึงนะเดี๋ยวชั้นจะแต่งองค์ทรงเครื่องให้เธอเอง 


[Cindy] – เอ้านี่ Regalia Type-F มันเป็นของนายแล้ว ชั้นมั่นใจว่ามันจะทำให้นายเห็นมุมมองใหม่ของโลกใบนี้แบบที่นายไม่เคยเห็นมาก่อนเลยนะจะบอกให้ 


ตอนนี้รถ Regalia ได้รับการอัพเกรดให้เป็น Type-F ซึ่งจะทำให้มันกลายเป็นรถที่บินได้แล้ว วิธีใช้งานก็คือ 
-ขับรถในแบบบังคับเอง (Manual) 
-ระหว่างที่รถออกวิ่งกด X จะทำการกางปีนเพื่อบินขึ้นฟ้า , กด O ในบริเวณใกล้พื้นเพื่อลงจอด 
- การใช้งาน Regalia Type-F นั้นไม่ต้องใช้น้ำมัน
- การบังคับให้ชนกับสิ่งกีดขวางหรือตกกระแทกพื้นอย่างแรงจะทำให้รถระเบิดที่ทำให้ Game Over ทันที 

                           
                                       
                                                                FINAL FANTASY XV                                                     
                                                      The World Wanderer (Platinum)
                                                              Collected all trophies.

                                                         

   *************************************************************************                  
     


                       บทความแปลเรื่อง ราชาผู้อับแสง บ่มแรงแค้นข้ามศตวรรษ 

                              เรื่องราวที่ถูกเร้นไว้ในประวัติศาสตร์แห่ง Lucis


กล่าวถึงในช่วงเวลานึงของยุคโบราณ Ifrit 1 ใน 6 ของเทพแห่งดวงดาวที่อารักขาดินแดนแห่ง Eos ได้ทรยศต่อศรัทธราของตัวเองแล้วเริ่มเปิดศึกกับเทพที่เหลือทั้ง 6 ด้วยการใช้ชีวิตของชาว Eos เป็นเดิมพัน โดยการส่งโลกระบาดแห่งความมืดที่ชั่วร้ายที่เรียกว่า Starscourge โรคที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจ ที่เกิดจากปรสิตประหลาดในเม็ดเลือดที่ทำให้มนุษย์เกิดการกลายพันธ์แถมยังปลดปล่อยอนุภาคดูดซับแสงจำนวนมากเพื่อส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศอย่างรุนแรงที่ทำให้เกิดความมืดของบรรยากาศที่ต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อทำให้พวกปีศาจแข็งแกร่งในโลกที่แสนมืดมิด เพื่อให้เป็นปรปักษ์กับพลังแห่งแสงของเทพทั้ง 6  Bahamut 1 ในเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่ง astrals จึงมอบพลังส่วนหนึ่งให้กับมนุษย์ผู้ถูกเลือก 2 คนเพื่อใช้ต่อต้าน Starscourge โรคร้ายแห่งความมืดที่กำลังกลืนกินผู้คน คนนึงคือ ราชาที่แท้จริงแห่งอาณาจักร Lucis ที่จะถูกเลือกจากคริสตัล หินศักดิ์สิทธิ์ของขวัญล้ำค่าจากทวยเทพ  ให้เป็นผู้ครอบครองแหวนแห่งราชาที่เรียกว่า Ring of the Lucii แหวนแห่งแสงศรัทธราที่สามารถเรียกใช้ขุมพลังเวทย์ที่ยิ่งใหญ่จากคริสตัล อีกหนึ่งคือ Oracle แห่งอาณาจักร Tenebrae ผู้เกื้อหนุนด้วยพลังในการเพรียกหาเหล่าเทพแห่ง astrals มาเป็นตัวช่วยสนับสนุนให้กับราชาผู้ถูกเลือก จนสามารถขับไล่ความมืดมิดจากโรคระบาด Starscourge ที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายลงได้ในที่สุด..

ราชวงศ์ Lucis ได้ส่งต่อพลังแห่งแสงสว่างให้กับทายาทรุ่นสู่รุ่นด้วยแหวนแห่งราชา Ring of the Lucii เพื่อเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวในการพิทักษ์ไว้ซึ่งหินคริสตัลศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นดั่งเกราะแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เปี่ยมด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่ดุจเทพเจ้าที่สามารถกำจัดทุกความมืดมิดในโลกนี้ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้คือ ชีวิตของตัวเอง ที่จะต้องค่อยๆร่อยหรอหมดไปทีละนิดเพราะต้องใช้พลังชีวิตในทุกวินาทีเพื่อแบกรับพลังของคริสตัล

ในขณะที่แผนเยียวยารักษาโลกจากโรคระบาด Starscourge ดำเนินต่อไปอย่างสัมฤทธิ์ผลต่อเนื่องมาหลายพันปี Bahamut ก็หายตัวไปจากโลกแห่ง Eos แล้วปล่อยให้ภาระอันยิ่งใหญ่ตกอยู่ในมือของมวลมนุษย์เป็นผู้ควบคุมและดูแลกันเองมานับแต่นั้น  

จนถึงยุคของ Ardyn Lucis Caelum (2 พันปีก่อนเรื่องราวในเกม FFXV จะเริ่มขึ้น ) กษัตริย์แห่งอาณาจักร Lucis ผู้ถูกเลือกโดยคริสตัลศักดิสิทธิ์เพื่อเป็นผู้ช่วยให้โลกแห่ง Eos รอดพ้นจากมหันต์ภัยร้ายจาก Starscourge ทำให้ Ardyn ต้องใช้พลังความสามารถพิเศษของเขาเพื่อช่วยแก้ปัญหาด้วยการดูดซับปรสิตร้ายที่ก่อให้เกิดโรค Starscourge ทั้งหมดมาไว้ในร่างกายเขาคนเดียวจนทำให้ผู้คนมากมายทั่วทั้ง Eos รอดตายจากโรคร้าย Starscourge ได้สำเร็จอีกครั้ง แต่สุดท้าย Ardyn กลับถูก ปฏิเสธจากคริสตัลศักดิสิทธิ์แถมยังถูกประณามจากเหล่าเทพ astrals ว่าร่างกายเขานั้นมีมลทินมิอาจเหยียบย่างเข้าสู่ Astral Realm และไม่คู่ควรกับการเป็นราชาที่ถูกเลือกอีกต่อไป  

ร่างกายที่สะสมปริสิตปีศาจและพลังแห่งความมืดเป็นเวลานานทำให้ Ardyn เริ่มเปลี่ยนเป็นปีศาจทีละนิดพร้อมกับชีวิตที่ไม่มีวันตาย จนสุดท้ายก็ถูกเนรเทศจากอาณาจักรเพราะความหวาดกลัวของประชาชน หลังจากวันนั้นราชาผู้ตกบัลลังก์แห่งแสงสว่างก็อุปโลกน์ชื่อใหม่ว่า "Izunia" ก่อนจะจากไปด้วยความคลั่งแค้นเร้นกายจากประวัติศาสตร์ และสาบานว่าจะทำลายเชื้อสายของกษัตริย์ Lucis รวมทั้ง Oracles ผู้ใกล้ชิดพร้อมสาปส่งเทพแห่งดวงดาวทุกตนตั้งแต่นั้นมา ใครจะรู้ว่า Ardyn ต้องอดทนรอเวลามานับพันปี จนถึงเวลาที่เหมาะสมต่อการ แก้แค้น

ปี M.E. 722 Ardyn เริ่มแทรกซึมเข้าไปรับใช้องค์จักรพรรดิ Iedolas Aldercapt แห่งจักรวรรดิ Niflheim สถาปนาตัวเองเป็นเอกอัคราชฑูตแห่งจักรวรรดิในนามของ Ardyn Izunia และเริ่มสร้างกองทัพจักรกล magitek army และการใช้พลังด้านมืดของตัวเองเปลี่ยนคนให้เป็นปีศาจเพื่อเป็นฐานกำลังรบที่แข็งแกร่งให้ จักรวรรดิ Niflheim จนทำให้ Niflheim สามารถสยบทุกอาณาจักรลงได้อย่างง่ายดายในปี M.E. 723  จนสงครามระหว่างอาณาจักร Lucis อาณาจักรสุดท้ายที่ได้รับการคุ้มครองจากคริสตัลกับจักรวรรดิ Niflheim ก็เริ่มก่อตัวขึ้นในปี M.E. 725 สงครามนั้นยืดเยื้อมาจนถึง M.E. 729  กษัตริย์ Mors ซึ่งเป็นราชาองค์ที่ 112 ของราชวงศ์ลูซิสก็สิ้นพระชนม์ ส่งให้ Regis Lucis Caelum ขึ้นครองราชย์   

ยุคของราชาแห่งราชวงศ์ Lucis ที่ 133 นามว่า Regis Lucis Caelum ได้ทำหน้าที่ปกป้องอาณาจักร Lucis จากการรุกรานของจักรวรรดิ Niflheim มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี M.E. 756  ก็ถึงเวลาที่บ่มเพาะจนเหมาะสมในการเริ่มแผนร้ายของ Ardyn โดยการยั่วยุให้จักรวรรดิ Niflheim พุ่งเป้าไปที่ยึดครองอาณาจักร Lucis ในขณะที่ตนเองก็หวังจะทำทุกสัญลักษณ์ทุกผู้ปกครองในสายเลือดกษัตริย์แห่ง Lucis ให้มอดไหม้เป็นเถ้าถ่านไปพร้อมๆกับโลกและเทพเจ้าที่เป็นพื้นฐานของพลังแห่งคริสตัลที่ชาว Lucis ทุกคนนับถือ 

สุดท้ายนี้คิดว่า ชัยชนะที่แท้จริงมันเกิดกับผู้ใด ?? … แม้ว่า Ardyn ต้องสูญสลายไปด้วยน้ำมือราชาองค์ที่ 114 แห่งอาณาจักร Lucis นามว่า Noctis Lucis Caelum ในปี M.E. 766 จน Noct สามารถคืนแสงสว่างให้อาณาจักร Lucis และโลกแห่ง Eos ได้อีกครั้ง แต่เหมือนว่าทุกอย่างจะสายไปแล้ว ประชาชนทุกทั้งโลกที่กลายเป็นปีศาจก็ได้สูญสลายไปพร้อมกับแรงแค้นของ Ardyn แสงสว่างที่กลับมา กับ ความสำเร็จที่เสมือนแค่ภาพนิมิตความสุขที่ลวงตา (Omen) แต่แรงปรารถนาแห่งความแค้นของ Ardyn ก็ได้กำจัดราชวงศ์แห่ง Lucis ไปพร้อมๆกับแหวนที่ส่งต่อพลังแห่งแสงสว่างจนหมดสิ้นไปอย่างสาสมดั่งที่ตั้งใจแล้ว   

 รวบรวมข้อมูลและแปลจาก



----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                            

                            Side Quest: Menace Beneath Lucis



-เดินทางมาที่ Meldacio Hunter HQ คุยกับคุณยาย Ezma เพื่อรับภารกิจ



[Ezma]- ดีใจที่ได้เจอกันนะเจ้าชาย Noctis ชั้นได้ยินเรื่องของเธอและเรื่องราวที่เธอทำด้วย ชั้นเลยคิดว่าเธอน่าจะมองหาอะไรที่จะทำต่อไปใช่มั๊ย ? 
[Noct] – อะไรหรอครับ ที่ต้องทำต่อ ?
[Ezma]- เอาละ ชั้นจะอธิบายให้ฟังนะ ชั้นกำลังพูดถึง ประตูที่ถูกผลึกทั้ง 8 ที่ช่วยปกป้องอาณาจักรของเรามาตลอดที่ผ่านมา บางที่เธอน่าจะลองเข้าไปดูมันหน่อย ประตูประหลาดๆที่เธอเคยเห็นในถ้ำหรือดันเจี้ยนที่เธอเคยผ่านมานั่นแหละ และนี่คือกุญแจที่ใช้สำหรับเปิดประตูเหล่านั้น  หลังประตูพวกนั้นจะมีพวกปีศาจที่น่ากลัวซ่อนตัวอยู่ ปีศาจที่สุดเอื้อมของพวกฮันเตอร์ธรรมจะจัดการได้ แต่พวกเธอไม่ธรรมดา โดยเฉพาะในตอนนี้ จริงมั๊ย เธอได้พลังของราชาที่แท้จริงติดมือมาด้วย เธอจึงเป็นผู้เดียวที่ชั้นเชื่อใจว่า ไม่มีใครเหมาะสมที่จะครอบครองกุญแจนี้อีกแล้วนอกจากเธอ


หลังจากรับเควสมาแล้ว จากนี้ก็จะสามารถใช้กุญแจที่ได้มาเปิด Secret Vault Doors เพื่อเข้าไปในประตูลับที่เคยเจอในดันเจี้ยนต่างๆที่เคยเปิดไม่ได้ทั้ง 8 ประตูได้แล้ว โดยจะแบ่งย่อยเป็นเควสย่อยต่างๆให้ชัดเจน 



-Menace Sleep in Keycatrich
-Menace Sleep in the Grotto
-Menace Sleep in Faciaugh
-Menace Sleep in Daurell
-Menace Sleep in Balouve
-Menace Sleep in Steyliff 
-Menace Sleep in Crestholm 
-Menace Sleep in Costtlemark 


                         

เข้าไปที่เมือง Lestallum คุยกับลุง Randolph ที่มีเครื่องหมาย ? ด้านในเมืองเพื่อรับภารกิจ



[Randolph ] – ในที่สุดก็มา สุดยอดฮันเตอร์ในตำนาน ค่อยคุ้มค่าที่จะทำธุรกิจด้วยหน่อย ชั้นชื่อ Randolph พนันได้เลยว่าพวกเธอต้องเคยได้ยินชื่อของชั้นบ้างแหละน่า อาวุธระดับตำนานที่ชั้นสร้างให้ผู้คนมากมายผ่านเตาหลอมของชั้นทั้งนั้น อาวุธของชั้นรับรองว่าเธอไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนแน่นอนแถมยังใช้ได้ถนัดมือ ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วที่สุดในโลกเลยจะบอกให้ ว่าแต่เธอเถอะ แน่จริงอย่างที่เขาว่ากันรึเปล่าดีกว่า 
[Noct] – งั้นมาลองดูกัน ตกลงผมต้องทำยังไงบ้างว่ามา 
[Randolph ] – หาสิ่งของวัตถุดิบหายากต่างๆที่ชั้นต้องการมาให้ชั้นก็พอ 

โดยเควสต่างๆที่ลุง Randolph ต้องการให้ไปหาวัตถุดิบมาสร้างอาวุธ ประกอบด้วย
- Side Quest: A Legend is Born เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจ จัดการนกยักษ์ Bennu เก็บคียไอเทม Jet- Black Beak เอากลับไปให้ ลุง Randolph เขาจะสร้างดาบใหญ่ Iron Duke ให้



- Side Quest: Dreadful Legend เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจ จัดการ Malborodoom เก็บคียไอเทม Malboro Tentacle เอากลับไปให้ ลุง Randolph เขาจะสร้างหอกมังกร Dragoon Lance ให้



- Side Quest: Legend Wrapped in an Enigma Legend เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจแถวๆด้านหน้า Tomb of the Tall ในตอนกลางคืน จัดการ Tonberry Knight เก็บคียไอเทม Chef’s Knife เอากลับไปให้ ลุง Randolph เขาจะสร้างโล่ Ziedrich ให้



- Side Quest: Cursed Legend เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจ กำจัด Phalaris เก็บคียไอเทม Resplendent Hollowhorn เอากลับไปให้ ลุง Randolph เขาจะสร้างดาบ Soul Saber ให้



- Side Quest: Wondrous Weapon เข้าไปที่จุดหมายของภารกิจที่ฐาน Fort Vaullerey ในตอนกลางคืน กำจัด Naglfar LV 120  เก็บคียไอเทม Squirming Bone เอากลับไปให้ ลุง Randolph เขาจะสร้างมีดสั้นคู่ Zwill Crossblades ให้ 



 [Randolph ] – นี่คืองานสุดท้ายแล้ว ปิดตำนาน ! ทุกๆอย่างที่ชั้นได้รับ กับอาวุธพวกนี้ 
[Noct] – ก็ดีแล้ว แต่ลุงก็อย่าเพิ่งมาสั่งเสียรีบตายจากพวกเราไปก็แล้วกันนะ



[Randolph ] – เกรงว่าจะไม่หรอกนะไอ้หนุ่ม ชั้นยังไม่อยากตายจนกว่าจะได้เห็นอาวุธในตำนานพวกนี้เข้ามาในชีวิตแน่นอน แต่ตอนนี้ก็ถือว่าปิดฉากตำนาน ชั้นสร้างให้จนครบแล้ว ก็ถือว่าปิดเตาหลอมของชั้นได้เลย 
[Noct] – ครับผมรู้ ... เอาจริงๆ อย่าเพิ่งรีบตายจากพวกเราไปก็แล้วกันนะ
[Randolph ] – ตำนานไม่มีวันตายเลยเว้ยไอ้หนุ่ม ชั้นจะยังรออยู่ที่นี่จนกว่าจะมีอาวุธระดับตำนานบทใหม่พร้อมให้ชั้นตีนั่นแหละ 


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                                                    ดันเจี้ยนลับ Pitioss Ruins 





ตำแหน่งของดันเจี้ยน Pitioss นั้นซ่อนอยู่ที่บริเวณทางเหนือของภูเขา The Rock of Ravatogh โดยต้องใช้รถบินข้ามไปจดในที่ลงจอดบนช่องแคบๆ (เห็นเป็นขีดสีเหลืองในแผนที่) การลงจอดถ้าพลาดคือรถระเบิด เซฟไว้ก่อนเริ่มก็ดี 


เมื่อลงจอดได้แล้วก็ลุยขึ้นไปด้านบนของทางขึ้นเนินเขาตามจุดในแผนที่ซึ่งจะเป็นซากโบราณสถานที่เป็นทางเข้าของ ดันเจี้ยนลับ Pitioss โดยทางเข้าจะเปิดให้เฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น

        
          

        
ดันเจี้ยนนี้ จะมีแต่ Noctis คนเดียวเท่านั้นที่จะเข้าไปได้ ด้านในจะไม่มีศัตรูแต่จะเต็มไปด้วยเส้นทางที่วกวนไปด้วยปริศนาสุดปวดหัว เป้าหมายปลายทางคือเข้าไปเก็บ Black Hood ไอเทมที่สวมใส่แล้ว Noct จะหลบได้แบบออโต้โดยไม่ต้องกดหลบ


-ทันทีที่ลงลิฟต์มาด้านล่าง วิ่งผ่านกับดักเพดานหนามเข้าไปด้านใน  เข้ามาจนถึงห้องโถงแรกที่มีลูกเหล็กใหญ่ตรงทางเข้า ลูกกรงปิดกั้นทางด้านขวาที่มีรูปปั้นกับหีบสมบัติที่ด้านในและมีลูกเหล็กอีกลูกอยู่ตรงข้าม  ลงไปที่ส่วนทางขวาข้างๆกรงที่มีรูปปั้นหลบกำแพงเลื่อนเข้าไปด้านใน โดดข้ามทางขาดอ้อมขึ้นไปชั้นบนจะเจอรูปปั้นหินหน้าคน (บาเรียสีแดงที่เห็นกั้นทางอยู่นั้นสามารถทำลายได้โดยการทำลายหินหน้าคนจากด้านหน้าด้วยการกด O โจมตี)


ทำลายมันซะแล้วบาเรียจะหายไปผ่านเข้าด้านในได้ จะมีทางขึ้นไปด้านบนต่อจะพบบาเรียสีแดงทางขวาและอีกอันที่ฝั่งตรงข้ามของพื้นที่กระโดด 


- โดดข้ามไปที่บาเรียตรงทางข้ามหันมามองที่บาเรียแดงทางขวาของทางขึ้นจะเห็นสวิตซ์ที่ขาวที่ทางลาดลงด้านล่าง โดดกลับไปลงทางลาดใกล้ๆบาเรียทางขวาลงมากดสวิตซ์สีขาวลงมากดที่สวิตซ์สีส้มด้านล่างอีกอันจะทำให้ลูกเหล็กที่หน้าลูกกรงทางขวาดีดออกมา รีบวิ่งเข้าไปทางด้านหลังของลูกเหล็กจะมีบันไดเดินขึ้นด้านบนต่อ 


-ด้านบนจะมีทางเลื่อนไปมาทั้งซ้ายขวาและทางฝั่งซ้ายของทางเลื่อนมีกับดักเพดานหนามอยู่  เดินผ่านทางเลื่อนฝั่งซ้ายเข้าไปตามทางของกับดักเพดานหนามจะเข้ามาด้านบนของกรงที่ขังรูปปั้นกับหับสมบัติที่ชั้นล่าง


 จะพบสวิตซ์สีขาวให้โดดขึ้นไปกดมันจะทำให้กรงขนาดใหญ่เลื่อนขึ้นมาด้านบน เข้าไปด้านในจะเจอด้านหน้าของรุปปั้นหน้าคน ทำลายแล้วออกมาจะพบว่าจะออกมาด้านฝั่งตรงข้ามของห้องโถงที่มีสวิตซ์ขวาตรงทางลาดอีกครั้ง
- จากนั้นลงไปตามทางลาดเพื่อกดสวิตซ์ขาวและสีส้มต่อเนื่องไปที่ด้านล่างอีกครั้งเพื่อดีดลูกเหล็กกลมที่อยู่หน้ากรงเด้งออกมา 


เมื่อกรงถูกยกขึ้นแล้วจะทำให้ลูกเหล็กเด้งไปติดอยู่ใกล้ๆกับรูปปั้นข้างกล่องสมบัติ เก็บไอเทมในกล่องแล้วขึ้นบันไดหลังช่องที่ลูกกลมออกมาเพื่อขึ้นไปชั้นบนที่มีทางเลื่อน 2 ด้านซ้ายขวา


- มองที่ด้านล่างทางเลื่อนด้านซ้ายจะเจอสวิตซ์สีขาวอยู่ การจะลงไปนั้นต้องมองดูใต้พื้นเลื่อนดีๆจะมีพื้นยืนอยู่ รอให้พื้นเลื่อนพ้นแล้วโดดลงไปด้านในจะมีทางไปที่จุดที่โดดไปเหยียบสวิตซ์สีขาวได้ 



จะทำให้สวิตซ์ทางประตูขวาสุดส่องแสง กลับขึ้นไปด้านบนห้องโถงนี้อีกครั้ง (ยอมตายก็ได้) แล้วเดินไปโดดทางเลื่อนด้านขวาลงไปกดสวิตซ์หน้าประตูขวาให้เปิดออก 


เข้าไปเก็บไอเทมในหีบสมบัติแล้วกลับขึ้นมาบนด้านบนของห้องโถงอีกครั้ง เดินผ่านทางเลื่อนฝั่งซ้ายเข้าไปตามช่องทางกับดักเพดานหนามไปจะมาโผล่ที่จุดด้านบนของรูปปั้นที่อยู่กับลูกเหล็กกลมทำให้สามารถโดดไปบนรูปปั้นและลูกกลมขึ้นไปกดสวิตซ์สีส้มที่พนังได้


 ซึ่งจะทำให้ลูกต้มลงใส่รูปปั้นที่ชั้นล่างจนหัวหักตกลงที่พื้นพร้อมทั้งมีสวิตซ์สีส้มทางประตูซ้ายของห้องโถงชั้นล่างสว่างขึ้น  



-กลับลงไปที่โถงชั้นแรกเข้าไปที่ซากรูปปั้นหน้าประตูซ้าย เดินผ่านหัวรูปปั้นไปขึ้นบันไดไปด้านบนแล้วเดินไปตามซากแขนรูปปั้นแล้วโดดกระแทกไปที่สวิตซ์สีส้มบนพนัง ลูกเหล็ก ตรงทางเข้าจะดีดตัวออกไปทำลายประตูกลางซึ่งจะเป็นทางเข้าดันเจี้ยน Pitioss  


ดันเจี้ยน Pitioss ส่วนกลาง เข้ามาที่ห้องโถงแรกจะเจอบาเรียสีแดงทั้ง 2 ด้าน โดดข้ามลูกกลมเข้าไปด้านในหลบแกนหนามหมุน ผ่านลูกเหล็กทรงกลมที่บังสวิตซ์สีส้มอยู่ เดินผ่านจะเจอสวิตซ์สีขาวที่พนังด้านใน เมื่อโดดเข้าไปกดจะทำให้ส่วนกลางของพื้นที่เริ่มหมุนได้ ซึ่งจะพบว่าส่วนกลางของพื้นที่เป็นทรงกลมสีเขียวที่มีทางเข้าอยู่ด้านในและมันกำลังหมุนอยู่


 สังเกตที่ช่องด้านในจะมีที่ยืนให้อยู่ โดนเข้าไปในช่องของลูกกลมรอให้มันหมุนแล้วยืนที่ที่ยืนจะสามารถทรงตัวอยู่ได้ มองไปทางขวาจะเห็นเสาหนามหมุนอยู่



พยายามโดดไปที่เสาหนามที่หมุนแล้วโดดต่อไปที่ทางเดินด้านบนทางขวาต่อ ไปตามทางโดดข้ามรูปปั้นจะมาอยู่ที่ขอบด้านบนตรงที่มีบาเรียสีแดง 2 ด้านซ้ายขวาอยู่ วิ่งไปทางขวาจะมีช่องทางให้โดดลงไปด้านล่าง จะเจอด้านหน้าของรูปปั้นหน้าคนที่สามารถทำลายจนบาเรียแดงหายไปได้ ซึ่งจะพบว่าเป็นที่กั้นบาเรียแดงฝั่งซ้ายของทางเข้าโถงแรกของส่วนกลางนี้นั่นเอง  (ทำไว้เพื่อเดินทางไปมาสะดวก)


-จากนั้นกลับไปที่ลูกทรงกลมหมุนอีกครั้ง โดดไปยืนที่ที่ยืนฝั่งขวาแล้วรอให้มันหมุนตั้งขึ้น มองลงล่างจะเห็นช่องเล็กๆท่ามกลางดงหนามอยู่


 ทิ้งตัวลงไปในช่องนั้นจะเข้ามาโดนสวิตซ์สีส้มทำให้ดีดลูกเหล็กกลมที่อยู่ตรงกลทรงกลมหมุนให้ดีดตัวออกไป เมื่อเดินเข้าไปจนสุดทางตรงทางขาดที่เคยโดดถึงเสาที่อยู่ไกลๆ ตอนนี้ลูกเหล็กกลมจะกลิ้งเข้าไปต่อตรงที่ว่างจนสามารถโดดข้ามไปที่เสาที่อยู่ไกลได้แล้ว 



โดดไปตามท่อนเหล็กข้ามไปฝั่งตรงข้ามจะพบโถงทางเดินยาวที่มีประอยู่ใหญ่อยู่มากมายและมีสวิตซ์สีส้มอยู่ที่ทางเดิน 

           


เข้าไปเหยียบสวิตซ์จะทำให้ประตูแรกด้านซ้ายเปิดออก เดินขึ้นไปบนบันไดเพื่อโดดตรงท่อนเหล็กใกล้ๆกับรูปปั้นเพื่อโดดเข้าประตูที่เปิดไป

โซนทางเดินประตู ในประตูแรกซ้าย ด้านในจะเป็นการหลับกับดักหนามแหลมเพื่อพยายามขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดเพื่อกดสวิตซ์สีส้มเพื่อเปิดประตูฝั่งตรงข้ามออก





-ในประตูแรกทางฝั่งขวา จะเป็นการหลบแท่นหนามหมุน พยายามหาจังหวะหลบเข้าไปตามทางปลายทางจะมาออกที่ด้านบนของประตูแรกทางฝั่งขวา 



มองที่กำแพงด้านขวาจะมีขอบทางเดินที่สามารถเดินไปที่แกนเหล็กตรงกลางจะสามารถเดินข้ามไปถึงประตูกลางฝั่งซ้ายและมีที่โดดเข้าไปที่ทางเข้าด้านบนของประตูที่ 2 ฝั่งซ้ายได้   



-ในประตูกลางฝั่งซ้ายจะเป็นเส้นทางที่ต้องหาทางขึ้นไปตามแท่นปูนที่หมุนไปมาจนถึงด้านบนจนพบสวิตซ์สีส้มที่เมื่อกดแล้วจะทำให้ออกมาที่ประตูที่ 3 ฝั่งซ้ายที่เปิดออกได้พร้อมกับประตูที่ 3 ฝั่งขวาที่เปิดออก



- ในประตูที่ 3 ฝั่งขวา ที่ต้องเดินทางไปตามพื้นที่เลื่อนไปมาไปตามกับดักเหล็กแหลมในพื้นที่ ช่วงแรกโดดไปตามพื้นเลื่อนหลบหนามแหลมอ้อมเข้าไปด้านในจะพบดงหนามขวางอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง 



มองดูใต้พื้นรอจนกว่ามีพื้นเลื่อนมาค่อยโดดข้ามหนามไปที่พื้นที่เลื่อนมารับเพื่อเข้าไปด้านในต่อ จะมีบันไดขึ้นไปที่ขอบกำแพงด้านบน เดินไปจนสุดทางจะมีทางลาดให้ขึ้นไปต่อ เดินผ่านช่องกำแพงหนามไปก็จะเจอสวิตซ์ส้มให้กด ประตูสุดท้ายที่สุดทางด้านในก็จะเริ่มหมุนเปิดออก 



รอให้ประตูหมุนเปิดทางยืนออกมาเป็นที่ยืนเดินข้ามไปพักยืนที่ที่ยืนตรงขอบกำแพงด้านนอกก่อน รอให้แผ่นประตูหมุนไปด้านในก็ค่อยโดดข้ามไปด้านในต่อได้



   -ในห้องกับดักหัวกะโหลกหนามล้อเลื่อน ด้านหน้าจะพบรถเลื่อนที่เต็มไปด้วยหนามแหลมขนาดใหญ่เลื่อนไปมา ทางเดินด้านหน้าหากชักช้าจะทำให้โดดแท่นหนามเข้ามาชนตายได้ ทางรอดคือต้องไปยืนหลบตรงจุดที่เว้นว่างไม่มีหนามก็จะไม่ถูกแทง



 สิ่งที่ต้องทำคือ รอจังหวะให้กะโหลกหนามแหลมเลื่อนไปแล้วรีบวิ่งไปตามทางเดินด้านซ้ายจะพบที่ยืนด้านล่าง โดดลงไปแล้วรีบโดดไปที่พื้นที่ส่วนกลางให้ทันก็จะมาอยู่ใต้ของรถเลื่อนกะโหลกหนามที่เลื่อนผ่านหัวไปพอดี 




- รอให้รถเลื่อนกะโหลกหนามมันผ่านหัวไปแล้วขึ้นบันไดไปฝั่งตรงข้ามจะเห็นมีที่ยืนอยู่ด้านหลังของมัน รีบขึ้นไปยืนให้รถมันเลื่อนไปส่งด้านท้ายห้องต่อ

      



 ลงที่ขอบพนังด้านท้ายห้องแล้วรีบโดดข้ามไปฝั่งซ้ายของห้องเพื่อมาที่พื้นที่ยืนตรงกลางใกล้ท้ายห้อง รอให้รถเลื่อนผ่านหัวไปแล้วรีบขึ้นไปที่ยืนด้านบนเพื่อเข้าไปที่ประตูด้านหลังของรถเลื่อนกะโหลก 

      


จะมีทางให้ขึ้นไปด้านบนของรถเลื่อนเพื่อออกไปที่ทางเดินชั้นบนของฝั่งขวาของห้องได้ เดินย้อนกลับไปที่ท้ายห้องรอให้รถเลื่อนกะโหลกถอยหลังมาจะเห็นว่ามีขอบให้ยืนตรงด้านหลังรถด้วย โดดขึ้นไปยืนแล้วโดดต่อเพื่อไปพื้นที่ยืนทางซ้ายของห้องต่อ 
       


เดินไปตามทางเดินฝั่งขวาของชั้นบนนี้จนสุดทางจะพบด้านหน้าของหินหน้าคนที่สามารถทำลายได้ ตรงนี้จะออกมาที่ทางบาเรียแดงริมทางเดินด้านซ้ายตรงทางที่เข้ามาได้ (เพื่อเปิดทางจะได้สะดวกในการเดินทาง) 

-จากนั้นย้อนกลับไปที่ทางเดินฝั่งซ้ายที่ผ่านมาเมื่อกี้ เพื่อขึ้นบันไดไปด้านบนรอให้รถเลื่อนมาจะเห็นประตูทางซ้ายของรถเลื่อนให้โดดเข้าไปด้านในต่อ  




ขึ้นไปด้านบนรถเลื่อนจะมีทางให้โดดออกมาด้านบนของทางเดินฝั่งซ้ายจะมีบันไดให้ข้ามไปที่ทางเดินชั้นบนของฝั่งขวาได้ 

         


รอให้รถเลื่อนมาแล้วโดดเข้าไปรถเลื่อนจากทางขวาก็จะขึ้นมาด้านบนสุดของรถเลื่อนได้ ซึ่งจะเห็นว่ามันสามารถไปเทียบกับประตูใหญ่ที่ท้ายห้องได้ แต่ประตูนั้นยังปิดอยู่ไม่สามารถเข้าไปได้
     



-เดินไปที่ด้านหน้าของรถเลื่อนตรงหัวกะโหลกด้านบนจะมีทางให้โดดขึ้นไปได้ ขึ้นบันไดไปชั้นบนจะพบบันไดแยกลงล่างด้วย
          

        



 ซึ่งจะเป็นทางลงไปเจอด้านหน้าของหินหน้าคนที่สามารถทำลายได้ ตรงนี้จะออกมาที่ทางบาเรียแดงริมทางเดินด้านขวาตรงทางที่เข้ามาได้ (เพื่อเปิดทางจะได้สะดวกในการเดินทาง) 



- กลับขึ้นบันไดของทางเดินฝั่งขวาไปด้านบนสุดจะเจอยอดสุดของรถเลื่อนกะโหลก โดดขึ้นไปยืนบนนั้นมองทางฝั่งซ้ายจะมีซากบันไดให้โดดขึ้นไปต่อ ขึ้นไปจนถึงทางเดินที่เป็นแผ่นเหล็กแคบๆ ค่อยๆเดินไปตามทางตามแผ่นเหล็กที่มีให้เดินไป

           



 เดินต่อไปจนสุดทางจะพบสวิตซ์สีส้มอยู่อีกฝาก ยืนรอจนกว่ารถเลื่อนจะเลื่อนเอาด้านบนสุดของรถมาใกล้ก็ให้โดดลงไปก็จะสามารถเข้าไปกดสวิตซ์สีส้มเพื่อเปิดประตูด้านท้ายห้องได้แล้ว
           





จากนี้ต้องกลับไปที่ห้องโถงหลักของ Pitioss Ruin ในตอนช่วงแรกที่เข้ามาอีกครั้ง แต่ทางกลับนั้นเป็นเส้นทางที่บิดเบี้ยวของหลักฟิสิกส์เป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาของพื้นที่ที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดหรือตัวอักษรได้





 แถมยังมีการเดินทางแบบ 2D ปนด้วย ซึ่งต้องใช้การจดจำหรือเห็นภาพตามในเชิงนามธรรมถึงจะเข้าใจได้ง่ายกว่า ลองดูภาพประกอบในคลิปนี้

                              https://www.youtube.com/watch?v=W0VMJ8oEmYw




เมื่อเดินทางมาจนถึงรูปปั้นผู้หญิงขนาดใหญ่ โดดเข้าไปใส่ตรงหน้าอกเพื่อให้รูปปั้นล้ม แล้วเดินไปตามซากสวนหัวรูปปั้นต่อเพื่อไปที่ลิฟต์ความเร็วสูงเพื่อกลับมาที่ห้องโถงหลักของ Pitioss Ruin ในตอนช่วงแรกที่เข้ามาอีกครั้ง

 ซึ่งจะมาออกที่ด้านบนสุดของห้องโถงแรก จะเป็นเส้นทางแบบที่เป็นทางตรงตามทางไม่ซับซ้อน ซึ่งต้องใช้ฝีมือการกระโดดและหลบหนามที่เป็นอุปสรรค์ตามทางไปจนเจอสวิตซ์สีขาวด้านหน้าของประตูซ้ายจุดตรงซากรูปปั้น โดดไปเหยียบสวิตซ์จะทำให้ประตูซ้ายสุดของห้องโถงของชั้น 2 เปิดออก โดดไปบนประตูที่เปิดขึ้นมาแล้วเดินไปตามขอบพนังไปจนถึงสวิตซ์สีส้มตรงกลางพนัง โดดไปกระแทกสวิตซ์จะทำให้ประตูใหญ่ทางฝั่งขวาของชั้น 2 เปิดออกเข้าไปเก็บไอเทมด้านในแล้วเดินขึ้นไปตามโครงเหล็กที่หักอยู่หน้าประตูขึ้นไปตรงสวิตซ์แล้วเดินไปตามโครงเหล็กไปโดดต่อไปที่โครงเหล็กอันข้างๆฝั่งขวา เดินไปตามโครงเหล็ก โดดต่อไปตามเสาหินจนถึงสวิตซ์สีขาว เมื่อโดดไปเหยียบสวิตซ์ได้แล้วจะทำให้ประตูขวาสุดในห้องโถงของชั้น 2 เปิดออก โดดลงไปบนประตูขวาสุดที่เปิดออกแล้วเดินไปตามทางเดินเรียบขอบพนังจนถึง แผ่นหินหน้าคนด้านหน้าที่สามารถทำลายได้ตรงทางขึ้นบันได เมื่อทำลายบาเรียสีแดงออกไปได้จะพบว่าตรงนี้เป็นการเปิดทางทะลุออกไปยังฝั่งขวาของทางเข้าในตอนแรกสุดนั่นเอง 
จากนั้นขึ้นไปบันไดไปสำรวจสวิตซ์สีขาวเพื่อขึ้นลิฟต์ไปด้านบนสุดก็จะพบทางออกจาก  Pitioss Ruin 



โดยตรงปลายทางออกจะมีไอเทมสุดยอดให้เก็บซึ่งเป็นรางวัลค่าเหนื่อยในการเสียเวลาและปวดหัวในดันเจี้ยนนี้มาตลอดหลายชั่วโมง มันคือไอเทมสวมใส่ทีชื่อว่า Black Hood 



 ซึ่งเป็นไอเทมที่สวมใส่แล้ว Noct จะหลบได้แบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องกดหลบอีกต่อไป  เมื่อเก็บไอเทมแล้วก็โดดออกไปด้านนอกจะเป็นซากโบราณสถานก่อนที่เข้ามา ก็จะพบการเดินทางที่สุดท้าทายในดันเจี้ยน Pitioss Ruin เพียงเท่านี้ 


******************************************************************************

          SPECIAL EVEN (เหตุการณ์พิเศษนอกเนื้อเรื่อง)


                                   งาน moogle chocobo carnival  

                                                        [24 ม.ค 2017]  

                                                        


                   

การเข้าร่วมงาน moogle chocobo carnival ที่เมือง altissia นั้นมีเงื่อนไขและรายละเอียดดังนี้

1.งานฉลองนี้จะเพิ่มเข้ามาใน patch 1.04 update ขนาด 2.097GB และต้องใช้ตั๋วเข้างานที่จะได้เมื่อโหลด DLC holiday pack 



ที่มีทั้งแบบ free version และ season pass ซึ่งทั้ง 2 เวอร์ชั้นนี้จะมีตั๋วเหมือนกันแต่จะต่างกันที่ไอเทมแถมต่างๆเท่านั้น

2. เมื่อโหลด patch 1.04 มาแล้วจะทำให้หน้าจอเมนูหลักมีเมนู Spacial เพิ่มขึ้นมาเพื่อสำหรับเข้างาน moogle chocobo carnival ร่วมกับตั๋วเข้างานที่ได้จาก DLC โดยไม่ต้องดำเนินเรื่องไปถึงเมือง altissia แต่อย่างใด



 3. ต้องใช้เซฟหลักช่องนึงในการเซฟ (ทับไปเลยหรือแยก Slot ออกมาต่างหากก็ได้) โดยเมื่ออยากจะเข้างานต้องเข้าที่เมนู Spacial แล้วโหลดที่เซฟสล็อตที่เคยเข้าในงานไว้ และเมื่อต้องการจะออกจากงานก็ให้ออกมาที่หน้าจอเมนูหลักเพื่อโหลดเซฟเนื้อเรื่องปกติเพื่อเล่นต่อได้เลย


                           เริ่มงาน moogle chocobo carnival



       


 ในงาน  moogle chocobo carnival จะมีเควสหลักของงานคือ Interrupted by Fireworks โดยจะได้จากคาบังเคิ่ล




ซึ่งเควสนี้ก็คือเข้าไปเล่นตามซุ้มการละเล่นต่างๆของงานอย่างเพลิดเพลินใจ โดยเป้าหมายคือ เก็บ Choco-Mog Medallions หรือเงินสกุลพิเศษที่ใช้แลกซื้อของต่างๆในงานให้ครบ 50 เหรียญโดยการเล่น Mini Games ตาม NPC ต่างๆและทำ side Quest ที่เป็นจุดรูปเครื่องหมาย ? ต่างๆในพื้นที่งานหรือเก็บตามพื้น เป้าหมายคือเอามาแลกซื้อคีย์ไอเทม Lodging Voucher ที่ Prize Counter ร้านค้าหลักตรงทางเข้างาน เพื่อเป็นตั๋วเข้าชมงานแสดงดอกไม้ไฟ Choco – Mog O Rama


                                                  Mini game 



1. Moogle Dance มินิเกมส์จุดแรกหลังเข้างานจะเจอ Moogle ยืนอยู่เข้าไปคุยเพื่อเต้นตามเขา กดปุ่มตามให้ทันและเร็วที่สุดก็จะได้ Choco-Mog Medallions มา 3 เหรียญ


       
               
2.การแข่ง Chocobo Reasing  
- Chocobo Hoop: Seaside Scamper แข่งในสนามข้างทะเลสาปในแบบมาตฐาน ได้ Choco-Mog Medallions มา 3 เหรียญ
-  Chocobo Hoop: Water Trotter แข่งในสนามข้างทะเลสาปในรูปแบบสลับเส้นทางในน้ำและบนบก ได้ Choco-Mog Medallions มา 3 เหรียญ

3. Photo Challenge ในงาน Noct จะสามารถใช้กล้องถ่ายรูปได้โดยการกด R2 แล้วเลื่อนสลับกับเมนูไอเทมโดยภารกิจจะมีรูปเป้าหมายบอกใบ้ให้ด้วย


  

ซึ่งสามารถตรวจดูตามป้ายโฆษณาตามจุดต่างๆที่ เหลือก็ต้องตาดีมองหาตามรูปให้เจอก็สามารถถ่ายเก็บเพื่อรับรางวัลเป็น เหรียญ Choco-Mog Medallionsได้ทันที

ตำแหน่งของจุดถ่ายรูปที่เป็นเป้าหมายในเควสทั้งหมด


4.Fishing Challenge  ภารกิจตกปลาล่ารางวัล โดยปลาเป้าหมายที่จะได้รางวัลนั้นจะไม่ได้ระบุชนิดปลาเอาไว้ ต้องเข้าไปตกตามจุดตกปลาต่างๆทั้ง 3 จุดจนกว่าจะตกได้ปลาตรงตามป้ายตัวอักษรที่ภารกิจกำหนดไว้เอาเอง


ป้าย A = ได้รางวัล คันเบ็ด Howling Gust
ได้จากปลาเป้าหมาย Scorpion Grouper
สถานที่อยู่: Gondola Marina
ช่วงเวลาที่ตกได้: ช่วงหัวค่ำ – กลางคืน
Lure ที่ใช้คือ สามารถใช้ Lure Whiskers: Crystal ได้เลยไม่จำเป็นต้องใช้ Lure Big Blaze Bahamut ที่ได้จาก side quest Liege of the Lake ของ Gladiolus

ป้าย B = ได้รางวัล รอก Albieo
ได้จากปลาเป้าหมาย Pigeon Grouper
สถานที่อยู่ : Sonelio Plaza
ช่วงเวลาที่ตกได้ : กลางคืน
Lure ที่ใช้คือ Whiskers: Crystal

ป้าย C = ได้รางวัล Lure Poppeck: Tinselred Chocobo
ได้จากปลาเป้าหมายคือ Tide Grouper
สถานที่อยู่ : Gondola Marina
ช่วงเวลาที่ตกได้ : กลางวัน
Lure ที่ใช้คือ Tidal Might Leviathan

ป้าย D = ได้รางวัล Lure Mog Rank: Rubygold Moogle
ได้จากปลาเป้าหมายคือ Caral Allural sea bass
สถานที่อยู่ : Furgola Canal
ช่วงเวลาที่ตกได้ : กลางวัน
Lure ที่ใช้คือ Hot Beather Blue Dragon

ป้าย E - J = ได้รางวัลคือเหรียญ Choco-Mog Medallions หรือ สายเบ็ดชนิดต่างๆตามขนาดปลา



5. Galviano Gallery มินิยิงเป้าเก็บคะแนนด้วยปืนกลเด็กเล่น



6. มินิเกมส์ช่วยเด็กเก็บลูกโป่ง ในขณะเดินในงานถ้าเจอเด็กที่กำลังร้องไห้อยู่ เมื่อเข้าไปคุยจะพบว่าลูกโป่งของเด็กหลุดมือลอยไป จึงต้องตามไปใช้ Warp Strike ไปเก็บมาคืนให้เด็กๆ




7. มินิเกมส์ ตอบคำถามแฟนพันธ์แท้ Moogle โดยต้องตามคำถามของ มาสค็อต Moogle ตามนี้


 ถ้าเลือกตอบ Kopo! ให้ตอบ Lestallum
ถ้าเลือกตอบ Kopo? ให้ตอบ About 60
ถ้าเลือกตอบ Kopo … ให้ตอบ Minnow


                        Side Quest ในงาน moogle chocobo carnival



1.ODEKA ke Chocochick ตามหาลูกโจโกโปะที่หายไป 15 ตัวกลับมา โดยจะพบมันวิ่งตามที่ต่างๆในพื้นที่จัดงาน (ตามตำแหน่งในแผนที่)   เมื่อพบก็วิ่งเข้าไปกด O ให้ทันเพื่อจับตัวมันมาได้เลย


               

2. The Brothere Kupomazov ตามถ่ายรูปตุ๊กตา Moogle ที่อยู่ตามจุดต่างๆที่ขึ้นมาในเป้าหมายของภารกิจนี้ทั้ง 6 จุดให้ครบ


                                                    First Moogle



                                                            Second Moogle




                                                             Third Moogle




                                                            Fourth Moogle





                                                      The Eldest Moogle




                                                                  Fifth Moogle



 ซึ่งในเมนูของภารกิจจะมีจุดเป้าหมายของตุ๊กตา Moogle ทั้ง 6 จุดแสดงให้เมื่อเลือกเควส แต่ต้องมองหาตัวตุ๊กตา Moogle ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่เป้าหมายเอาเอง

3. waiting for Maagho ภารกิจเสิร์ฟอาหารในร้านอาหาร Mercato sull’acqua โดยในร้านจะมีอยู่ 3 – 4 โต๊ะตามแต่ระดับของความยาก


 ซึ่งต้องไปจำ Order อาหารที่ลูกค้าแต่ละตกสั่งแล้วนำไปเสริฟ์ให้ถูกต้องและได้ Point ตามที่กำหนดภายใต้เวลาที่กำหนดไว้ คือ
-Not much – รับลูกค้าแค่ 1 โต๊ะ ต้องการ Point ในการผ่านงาน 900
-A Little - รับลูกค้าแค่ 2 โต๊ะ ต้องการ Point ในการผ่านงาน 1200
-A lot - รับลูกค้าแค่ 3 - 4 โต๊ะ ต้องการ Point ในการผ่านงาน 1500

** ภารกิจนี้สามารถใช้ในการฟาร์มเหรียญ Choco-Mog Medallions ให้ได้จำนวนมากอย่างรวดเร็ว (หากมีความจำดี) **

4. Stairase Decoration Decoded 
ช่วยงานเอาตุ๊กตาใส่กล่องของขวัญตรงทางขึ้นบันไดที่ Listro park โดยต้องเอาตุ๊กตาเรียงจากซ้ายไปขวาให้ถูกต้องคือ Chocobo – Chocobo – Moogle - Moogle



5.Plaza Decoration Decoded ช่วยงานเอาตุ๊กตาใส่กล่องของขวัญตรงลานกว้างที่ Listro park โดยต้องเอาตุ๊กตาเรียงจากซ้ายไปขวาให้ถูกต้องคือ Chocobo – Moogle – Moogle – Chocobo – Chocobo 



6. Fountain Decoration Decoded ช่วยงานเอาตุ๊กตาใส่กล่องของขวัญตรงน้ำพุที่ Listro park โดยต้องเอาตุ๊กตาเรียงจากซ้ายไปขวาให้ถูกต้องคือ Chocobo – Moogle –Chocobo 


หลังจากเล่นมินิเกมส์และทำ Side Quest จนสะสม Choco-Mog Medallions ที่ได้เป็นรางวัลจนครบตามจำนวน 50 เหรียญแล้ว ก็นำไปแลกซื้อ คีย์ไอเทม Lodging Voucher ที่ Prize Counter ร้านค้าที่รับแลกรางวัลในงาน



โดยเมื่อได้มาแล้วก็เข้าไปคุยที่โรงแรม Leville ในจุดเป้าหมายของภารกิจหลัก ก็จะสามารถได้นั่งเรือกอนโดร่าแบบเอ็กครูซีฟล่องลำน้ำเข้าไปชมงานแสดงดอกไม้ไฟ Choco – Mog O Rama ที่สวยงามได้แล้ว

   


ซึ่่งในช่วงแรกของการจุดดอกไม้ไฟจะสามารถถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึกได้อย่างอิสระจนพอใจ จนถึงดอกไม้ไฟชุสุดท้ายของงาน



[Noctis] – ว้าว !! ดูตอนจบซะก่อน ฮ่าๆ 
[Carbuncle] - นายรู้มั๊ย วันนี้ชั้นสนุกที่ได้อยู่กับนายมากๆนะ 
[Noctis] – อืมม เหมือนกันคู่หู 
[Carbuncle] – ดีใจจังที่ได้เห็นนายยิ้มอีกครั้ง 

       

[Noctis] – ก็ถือว่านายโชคดีแล้วละที่ได้เห็นน่ะ 
[Carbuncle] – สัญญานะว่าวันหลังเราจะมาเที่ยวกันอีกอ่ะ
[Noctis] – โห ดูนั่นสิ ! สวยจัง จะเป็นวันที่ไม่มีวันลืมเลยจริงๆ 


หลังจบภารกิจก็จะได้รางวัลคือ Dream Egg ละที่ Prize Counter ก็จะมี VIP Pass อันใหม่ขายในราคา 99 เหรียญ Choco-Mog Medallions



ซึ่งจะทำให้เข้าพักที่โรงแรม Leville เพื่อรอชมงานดอกไม้ไฟได้ตลอดไม่จำกัดจำนวนครั้งจนจบเทศกาลเลย




                

  ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                                   Time Quest 


Time Quest คือเมนูใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาพร้อมกับ Patch 1.05 ที่ปล่อยออกมาในวันที่ 20 ก.พ ขนาด 2.114 GB เปรี่ยบเสมือน Hunt Quest ที่อัพเกรดขึ้นมาด้วยมอนสเตอร์ที่เป็นเป้าหมายที่แปลกใหม่พร้อมรางวัลล่อใจคือ Exp และ AP มหาศาลเพื่อตอบสนองระดับเลเวลที่เพิ่มขึ้นสูงสุดจาก 99 เป็น 120 โดยมีระยะเวลาเป็นตัวกำหนด (หมดระยะเวลาที่กำหนดก็จะเปลี่ยนมอนสเตอร์เป็นตัวอื่น) แต่ละเควสนั้นจะมีรูปบอกใบ้สถานที่ออกมาโดยต้องหาจุดที่คล้ายคลึงเอาเอง





                                       Time Quest # 1 


ระยะเวลา 20 ก.พ - 7 มีนาคม
เป้าหมาย - กำจัดกระบองเพชร Cactuar 100 ตัว
สถานที่ - Causcherry Plains ในเขต Duscae.
รางวัล - EXP 10000 , AP 333 , เงิน 150,000 gil , Oracle Ascension Coin x 2
และ Mega - Potion จำนวนมากที่ดอร์ปจาก Cactuar


    

   


** รางวัลนั้นจะได้ในครั้งแรกของเควสครั้งเดียวเท่านั้น โดยหลังจากครั้งต่อไปจะสามารถเก็บ Exp จาก Cactuar 100 ตัว ได้ครั้งละ 88,800 Exp แทน 



โดยเควสจะทำได้แค่ 1 ครั้งต่อวัน หรือ จะเข้าไปสำรวจที่จุดทำเควสสีเฟ้าตรงเสาก็จะสามารถเริ่มเควสได้ทันทีเหมือนกัน  ซึ่งก็จะสามารถเก็บ Exp ด้วยการสู้วนไปตามความขยัน ตกรอบละ 88,800 + ใส่ Moogle Charm + กินอาหารเพิ่ม Exp + เวทย์เพิ่ม Exp ก็คงได้มาครั้งละมากมายครับ **

                       

                                               Time Quest # 2






- ปลดล็อกเควสวันที่ 7 มีนาคม 2517
-เป้าหมายคือ Malboro LV48 และ Malbodoom LV65 ทั้งหมด 4 ตัว
-ทำได้เมื่อถึง Chapter 11 (สำหรับคนที่ยังไม่จบเกมต้องรอจนถึงบทที่ 11 ก่อนจึงสามารถทำเควสนี้ได้ แต่หากคนที่จบไปแล้ว 1 รอบมาแล้วจะสามารถเข้ามาทำเควสได้ทันที)



-ที่อยู่ ด้านบนของ Leirity Seaside ใกล้แหลม Cape Caem ตรงจุดที่อยู่ของกุ้งยักษ์ Karlabos
-รางวัลนำจับ
15,000 Exp
500 AP
500,000 gil
Oracle Ascension Con x 5
สู้ได้จนถึงวันที่ 14 มีนาคม


                                             Time Quest # 3




- ปลดล็อกเควสวันที่ 14 มีนาคม 2517
- เป้าหมายคือ  Dread Behemoth. 



ทำได้เมื่อถึง Chapter 15 (จบเกมแล้ว 1 รอบ) 
ที่อยู่ พื้นที่ระหว่าง The Three Valleys กับ Longwythe Peak 
รางวัลนำจับ 
30,000 Exp
999 AP
1,250,000 gil
Oracle Ascension Con x 9 
หมดเขต วันที่ 21 มีนาคม


                                                  Time Quest # 4




- ปลดล็อกเควสวันที่ 21 มีนาคม 2517
-เป้าหมายคือ  Midgardsomr LV54 จำนวน 5 ตัว




-ทำได้เมื่อถึง Chapter 3
-ที่อยู่ ริมแม่น้ำในพื้นที่ Ravatoghan Trail




-รางวัลนำจับ
20,000 Exp
500 AP
777,777gil
Oracle Ascension Con x 5
หมดเขต วันที่ 26 เมษายน 2017