วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

บทสรุป Death Stranding [Page 3]



                                   บทสรุป Death Stranding

                                             By Decibel per oxide 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                               เนื้อหาบทสรุปก่อนหน้านี้ 
 [PAGE 1] 
http://decibelperoxide.blogspot.com/2019/11/death-stranding.html
 [PAGE 2]
http://decibelperoxide.blogspot.com/2020/01/death-stranding-page-2.html
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                                         Episode 7: CLIFFORD














Deadman –  Sam ! … Sam !!
SAM – Deadman 
Deadman –  ขอบคุณพระเจ้า ติดต่อได้ซักที 
SAM – คุณอยู่ที่ไหน?
Deadman –  ไม่รู้เหมือนกัน ผมเห็นรถถังกับพวกทหารเต็มไปหมดเลย ดูจากชุดแล้วน่าจะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 คิดว่านะ เอ่อ คุณเห็นผู้ชายคนที่เป็นหัวทหารพวกนั้นมั๊ย?
SAM – ยัง 
Deadman –  ผมคิดว่าเป็นคนเดียวกับที่คุณเคยเล่าให้เราฟังนั่นแหละ 
SAM – ไอ้ตัวที่เกิดๆตายๆ นักรบห่วยแตกที่พยายามจะแย่งตัว BB อ่ะนะ? 
Deadman –  เขาน่าจะเป็นตั๋วกลับบ้านของเราใช่มั๊ย? 
SAM – ไม่ต้องมาถามผมเลย ผมแค่เพิ่งเคยมาที่นี่แค่ 2 ครั้งเอง และถ้ายิ่งตอนนี้ไม่มี BB ด้วย ก็คงหาตัวมันยากแน่ๆ 
Deadman –  งั้นก็โชคดีแล้วเพราะผมเอา BB ติดมาด้วย ผมรอคุณอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน หรือว่าเราเจอกันที่ไหนดี 
SAM – รอบๆตัวคุณตอนนี้มีอะไรที่ผิดปกติหรืออะไรที่มันสังเกตง่ายๆบ้างรึเปล่า?
Deadman –  ผมอยู่ในท่อระบายน้ำ แต่ เดี๋ยวนะ เอ่อ ผมมองผ่านลูกกรงออกไปเห็นตึก เห็นตึกขนาดใหญ่อยู่ฝั่งตรงข้ามอ่ะ น่าจะเป็น โบสถ์หรืออะไรซักอย่างนี่แหละ 
SAM – เอาล่ะ เดี๋ยวผมลองหาดู ว่ามีทางลงท่อระบายน้ำได้ตรงไหนบ้าง คุณรอตรงนั้นก่อนได้มั๊ย?
Deadman –  ยินดีเลย รับรองว่าจะไม่กระดิกแม้แต่นิดเดียวเลยล่ะ 
SAM – ถ้าผมไปช้า คุณพอจะรับมือมันไหวมั๊ย?
Deadman –  ห๊ะ?
SAM – ก็ไอ้ทหารนั่นมันไม่ได้ตามล่าผม มันตามล่า BB 
Deadman –  โอ้ ชิบหายแล้ว  
SAM – ใช่ ถ้ามันกำลังตามหาใครซักคน นั่นแหละคุณ 
Deadman –  งั้นรีบมาให้ด่วนเลยแซม   
SAM – ผมจะรีบไป ดูแล BB ดีๆล่ะ อ่อ แล้วก็อย่าเชื่อมต่อกับ BB เด็ดขาดเลยนะ เพราะมันจะรู้ตำแหน่งคุณ
Deadman –   ตายแล้วววว ผมเชื่อมต่อก็เพราะกลัวตายอ่ะ !!
SAM – งั้นก็หยุดเชื่อมต่อซะ !! เดี๋ยวนี้ !!! แล้วอย่าให้มันเอาตัว BB ไปได้ล่ะ
Deadman –  ยังไง พวกเขาเป็นทหารนะจะให้ผมทำยังไง ต่อสู้กับพวกเขาเนี่ยนะ ? ถ้าให้ต้องเลือกระหว่าง BB กับชีวิตของตัวเองล่ะก็ .....
SAM – คุณจะไม่เป็นไรหรอก ผมต้องวางสายแล้วนะ 
Deadman – แซม คือ การเป็นผมนี่มันไม่ง่ายหรอกนะ ไม่มีเมีย ไม่มีลูก ไม่มีเพื่อน ก็คงจะทำงานที่นี่ไปจนตายนั่นแหละ ตลอดเวลา 70% คืองาน ซึ่งผมทำมันจนกลายเป็นส่วนนึงในชีวิตและมันก็ทำให้ผมเป็นผมในทุกวันนี้ แต่พอผมได้เจอคุณ มันก็ทำให้ผมเปลี่ยนไป คุณเป็นคนพิเศษมากแซม 

                                           [Order No. 54]

                            Escape the Battlefield 



ภารกิจแรกที่แซมต้องทำหลังจากถูกดูดมาที่มิติสงครามโลกอีกครั้งคือ เดินทางเข้าไปพบกับ Deadman ที่ซ่อนตัวรอเขาอยู่ในท่อระบายน้ำ แต่ก่อนจะเดินทางไปที่จุดหมาย เก็บไอเทมติดตัวที่ตกกระจัดกระจายในพื้นที่กลับมาให้หมดก่อน

         


จากนั้นเดินทางไปยังจุดหมายของภารกิจ สังเกตหาทางเข้าท่อระบายน้ำแล้วเข้าไปด้านในได้เลย เรียนรู้การใช้โหมดไฟฉายของ Odradek ด้วยการกดปุ่มทิศทางขึ้นบน เดินตามเสียงของ Deadman เข้าไปด้านในท่อระบายน้ำเรื่อยๆจนเจอตัวเขา


Deadman – แซม ดูนี่สิ เจ้าตัวน้อยนี่กลับมาทำงานเหมือนเดิมแล้วนะ โอ้ ดูสิยิ้มด้วย
เอ่อ บางที ที่นี่น่าจะเป็นชายหาดแบบพิเศษของพวกทหารที่ตายในสนามรบล่ะมั้ง 
SAM – บางทีเราน่าจะไปจากที่ห่านี่ได้แล้ว 
Deadman – ชะ ..ใช่ ได้เลย !



SAM – ผมแปลกใจมากเลยนะ นึกว่าคุณเสีย BB ไปแล้วซะอีก 
Deadman – ทิ้งฮาร์ดแวร์อันมีค่าเนี่ยนะ ไม่มีวันหรอก  .. แล้ว เอ่อ คุณยังแชร์ความทรงจำระหว่างกันได้อยู่รึเปล่า? 
SAM – ไม่ได้ 
Deadman – เข้าใจแล้ว ..
SAM –  ดูเหมือนว่าผมจะมีความทรงจำอื่นเข้ามาแทน เอาล่ะ ผมต้องไปจัดการมันก่อน เราจะได้ออกจากที่บ้านี่กันซักที 



Deadman – รู้มั๊ยแซม ผมเริ่มจะเข้าใจแล้วว่าทำไม BB ถึงสำคัญกับคุณมากนัก 
SAM – ห๊ะ?
Deadman – มันเป็นแค่เครื่องมือที่ไม่ควรมีเรื่องการมีชีวิตหรือความตายมาเกี่ยวข้อง แต่เรากลับรู้สึกมีความผูกพันกับมัน เหมือนกัน จริงมั๊ย? 
SAM – เขาไม่ใช่เครื่องมือ เขาชื่อ Lou 
Deadman – Lou งั้นหรอ เป็นชื่อที่ดีนะ 








ภารกิจต่อไปแซมต้องจัดการ ชายปริศนา ที่นำกองกำลังทหารออกไล่ล่า BB ลงให้ได้ โดยวิธีกำจัดมันก็เหมือนกับครั้งแรกที่เจอ


 เน้นจัดการตัวมันให้ได้ แล้วมันก็จะเกิดใหม่พร้อมกำลังเสริมชุดใหม่เข้ามาโจมตีอีกละลอก จัดการจนกว่ามันจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก


                                           B B


????? – นี่เป็นความผิดของชั้นเอง ชั้นไม่น่า ชั้นไม่น่าเอาเธอใส่เข้าไปในคุกนั่นเลย .BB








                                         เขาอยู่ในนี้ !!

               ระบบควบคุมความปลอดภัยถูกปิดการใช้งาน


              เราต้องพังประตูเข้าไป ...... ไปเอาเครื่องมือมา !!


                                                     + ข้อมูลการสัมภาษณ์ใหม่
                                  from the report on the Voidout in Manhattan #1
                                  from the report on the Voidout in Manhattan #2
                                  from the report on the Voidout in Manhattan #3




SAM –  Lou !!!
Deadman – Lou เป็นยังไงบ้าง?
SAM – ยังไม่ตอบสนองเท่าไหร่ 
Deadman – ดูสิ เขายิ้มให้ผมด้วยนะ  ...คุณสองคนไม่รู้สึกตัวเลยตอนผมพากลับมาที่นี่ ไม่ว่าคุณทำอะไรลงไป คุณทำถูกแล้วที่พาเรากลับมาที่โลกของเราได้ ผมเอาของส่วนตัวคุณใส่ไว้ใน Private Box แล้วนะ คุณหลับไปหลายวันมาก หลายวันเลยล่ะ หลับอย่างกับตายแนะ ตอนนี้ผมกลับไปที่ Capital Knot แล้วนะ ชายหาดของ Fragile ทำงานได้ดีมากๆ
แซม ผมต้องขอโทษคุณด้วยนะ.. คือ ...Lou น่ะเป็นชื่อที่คุณเคยจะตั้งให้ลูกของคุณ ถ้าเขาได้เกิดอ่ะนะ  จริงๆ ผมควรประติดประต่อเรื่องทั้งหมดให้ได้เร็วกว่านี้ 
SAM – ผมไม่เข้าใจ คุณพูดเรื่องอะไรอยู่เนี่ย?



Deadman – ผมไปเจอบันทึกจากเมื่อ 10 ปีก่อน .. หญิงสาวคนนึงเกิดตายอย่างฉับพลันที่กลางเมือง ไม่มีใครรู้มาก่อนจนมันสายเกินไป ..จนเกิด Voidout ขึ้นมา สามีของเธอเป็นคนของ Bridges มีความสามารถของ DOOMS พยายามจะช่วยแล้ว แต่เขาก็ช่วยไม่ทัน ก่อนที่เมืองทั้งเมืองจะถูกลบออกจากแผนที่ ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากหลุมขนาดใหญ่แล้วก็เขา เพราะเขาก็เป็นผู้ฟื้นคืน (Repatriate) ผู้คนต่างก็ตั้งคำถามกันมากมายว่า ชายคนนี้เจตนาที่จะซ่อนศพของเมียตัวเองเอาไว้ ยิ่งการที่เขารอดอยู่คนเดียวก็ทำให้เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยไปโดยปริยาย ผู้คนต่างก็โทษเขาไปแล้ว รวมทั้ง Bridges ด้วย ชายคนนั้นรู้สึกผิด จากนั้นเขาก็หนีหายไป และภรรยาของเขาที่ตายไป เธอชื่อ Lucy ก็ตั้งครรภ์ด้วย พวกเขาตั้งชื่อลูกว่า Lou 



SAM – มันเป็นไปไม่ได้ 
Deadman – แต่มันเป็นไปแล้ว ...ประธานาธิบดี Strand บอกผมเอง เธอพูดถึงคุณตลอด “เขาไม่มีวันเดินหนีไปอย่างไม่มีเยือใยง่ายๆหรอก” เธอบอกแบบนี้ 
SAM – หุบปากได้แล้ว !!
Deadman – ใจเย็น แซม นั่งก่อน 


Deadman – ผมเคยบอกคุณแล้วเกี่ยวกับร่างกายของผม 70% ได้มาจากซากศพ คุณอยากจะรู้มั๊ยว่าเพราะอะไร ? เพราะว่าเรื่องที่คุณได้ยินผมสร้างมันขึ้นมายังไงล่ะ ความจริงก็คือ ผมเป็น Frankenstein เป็นสิ่งที่สร้างขึ้น ที่เติบโตขึ้นมาจาก เซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถแบ่งตัวและพัฒนาเป็นเซลล์ต่างๆที่เรียกว่า pluripotent stem cells และพอเกิดปัญหาที่อวัยวะทั้งหมดของผมล้มเหลว พวกเขาก็แทนที่มันด้วยอวัยวะของคนตาย ผมไม่มีวันเกิด ไม่มีวิญญาณเหมือนตุ๊กตา ไม่มี Ka เป็นแค่คนตาย (Deadman) คนที่เกิดแบบปกติก็จะมีชายหาดของตัวเอง คุณก็มี BB ก็ด้วย แต่ผมไม่มี ไม่มีแม่ ไม่มีชีวิตหลังความตาย ไม่มีชายหาดให้เชื่อมต่อใดๆทั้งสิ้น คุณเห็นรึยังว่าทำไมผมถึงหมกมุ่นอยู่กับงานเพียงอย่างเดียว? ทำไมผมถึงเข้าร่วมกับ Bridges ? 


 Deadman – …สนามรบนั่น เป็นชายหาดในแบบที่น่ากลัวมากๆแต่ก็แปลกที่ผมกลับไม่รู้เกลียดอะไรมันมาก คงเพราะผมรู้ว่าคุณกำลังเข้ามาหาผม ผมไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆนะ คิดถึงใครซักคน เชื่อมต่อกับคนอื่นๆ “คุณไม่มีวันเดินหนีไปอย่างไม่มีเยือใยง่ายๆหรอก” ท่านประธานาธิบดีพูดถูกจริงๆด้วย 
SAM – เดินจากไปอย่างไม่มีเยื้อใยกับ ที่นั่นไม่ต้อนรับผมแล้ว มันไม่เหมือนกันนะ 
Deadman – โทษไม่เอาน่า ยังไงผมต้อนรับคุณเสมอแหละ 



Deadman – โอ้ นั่นคือสิ่งที่คุณถือติดมาด้วย Dog tag ของทหารสหรัฐ มันคงไม่ได้ติดมือคุณมาง่ายๆใช่มั๊ยล่ะ ดูชื่อนั่นสิ Clifford Unger เห็นมั๊ย? ผมลองค้นหาข้อมูลของเขาดูแล้ว ตรงกันเป๊ะเลย !



Deadman – เขาเคยเป็นหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ เคยไปรบที่ Kosovo , Iraq , afghnistan 
SAM – นั่นแหละเขาเลยล่ะ 



Deadman – นั่นแหละคือทั้งหมดที่เราขุดหาข้อมูลของเขามาได้ แค่นั้นจริงๆ เอาล่ะ ตอนนี้ตัวคุณเปื้อนสสาร Chiral จากสนามรบนั่นจนเลอะไปหมดแล้ว ผมว่าคุณน่าจะไปอาบน้ำได้แล้วนะ ...เอ่อ ผมคงไม่ได้มาเจอคุณซักระยะนะ ปัญหาเรื่อง Die – Hardman ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว แล้วผมก็เห็นว่าการสนทนาของเราไม่ได้ถูกบันทึกไว้ด้วย 

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                      Interview data 



      เรื่อง – From the report on the Voidout in Manhattan #1
                      บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                  โดย - Unknown


"ใครกันวะเนี่ย!?"
นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่คุณหมอพูดออกมา ในเวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าเขาหมายถึงใคร และเพื่อให้ความเป็นธรรมตอนนั้นก็มีปัญหาวุ่นวายที่ต้องทำกันจนล้นมือจึงไม่มีใครสนใจ

หมอที่ว่าคือศัลยแพทย์เฉพาะทางในเรื่อง การผ่าตัดทางหน้าท้องเพื่อนำตัวเด็กทารกในครรภ์ออกมา (Cesarean section) ซึ่งขั้นตอนปกติที่เขาเคยทำอยู่กำลังเกิดสิ่งที่ผิดปกติ ในขณะกำลังช่วยเหลือคนไข้ที่ถูกระบุว่าสมองตายที่ตั้งครรภ์ 7 เดือน เนื่องจากความดันโลหิตของเธอลดลง ทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะของหัวใจเต้นช้า หมอจึงตัดสินที่จะใช้การผ่าตัดนำทารกออกมา เนื่องจากขั้นตอนดังกล่าวเผยแพร่ให้กับนักวิจัยทางการแพทย์ด้วยวงจรปิดเอาไว้ด้วย เราจึงโชคดีที่มีบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้

จากบันทึกที่ว่า เห็นได้ชัดว่ามีแผนจะนำทารกในครรภ์ออกจากครรภ์และวางไว้ใน ห้องอภิบาลทารกแรกเกิดหรือบางที่เรียกว่าหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดระยะวิกฤต (Neonatal Intensive Care Unit - NICU) ทันที เพื่อให้ทารกได้รับการดูแลที่จำเป็นต่อ แต่ก่อนที่ศัลยแพทย์กำลังจะทำการตัดสายสะดือ นี่คือช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ในช่วงเวลาที่มือศัลยแพทย์จับไปที่สายสะดือ ทันใดนั้นเขาก็สบถคำสุดท้ายที่หยาบคายออกมา "นี่มันใครกันวะเนี่ย!"


        เรื่อง – From the report on the Voidout in Manhattan #2
                      บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                 โดย - Unknown

จากการทดสอบและการทดลองหลายครั้งสรุปได้ว่า เหตุการณ์ทำลายล้างที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการสัมผัสของศัลยแพทย์กับอะไรบางอย่าง หรือใครคนใดคนหนึ่ง สิ่งที่ทีมแพทย์เห็นเมื่อสัมผัสกับสายสะดือ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันคือ BTs แต่ในเวลานั้น ยังไม่มีใครสามารถอธิบายสาเหตุพื้นฐานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้

บางคนตั้งทฤษฎีว่า หากคิดตามเงื่อนไขเดียวกัน - แม่ที่สมองตาย ทารกในครรภ์ สายสะดือ ทั้งหมดอาจถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ก่อนจะถูกเปลี่ยนแก้ไขในเวลาต่อมาว่ามันคือ BTs สิ่งลึกลับจากปรากฎการณ์ Death Stranding  ใช่แล้ว นี่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่รัฐบาลจะต้องทำการทดลองและค้นหาต่อไป พวกเขาเรียกทารกในครรภ์ที่ถูกนำมาใช้งานว่า “ Bridge Babies” และมีการทดลองต่อเนื่องจนกลายเป็นที่รู้จักในชื่อโครงการ  “BB Experiments"

หลังจากรัฐบาลได้เดินหน้าโครงการนี้ได้ไม่นาน เหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่แมนฮัตตันก็เกิดขึ้น


        เรื่อง – From the report on the Voidout in Manhattan #3
                      บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                   โดย - Unknown

โครงการณ์วิจัย BB ( BB experiments)  เดินหน้าทำการทดลองอย่างลับๆในที่ Manhattan-based government facility ซึ่งเป็นความลับสุดขีดจนแทบไม่มีใครรู้จักพวกเขาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่นอนคือการทดลองนี้จบลงด้วยความล้มเหลวจนส่งผลที่น่าเศร้าซึ่งนำมาซึ่ง ความย่อยยับของเกาะแมนฮัตตันรวมถึงการตายของประธานาธิบดีในฐานะผู้ดูแลปฏิบัติการนี้โดยตรง

จากนั้นรองประธานาธิบดี Bridget Strand ก็เข้ามารับตำแหน่ง เธอก็ยุติการทดลอง BB และทำลายข้อมูลการวิจัยที่มีอยู่ทั้งหมด ด้วยความที่เธอเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและแน่วแน่ของเธอในช่วงที่ผู้คนเพิ่งผ่านพ้นความเสียหายจากการเกิด voidout เธอก็ได้เริ่มการเดินทางที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาโดยมีเป้าหมายคือ ยุติความโกลาหลและความไม่สงบที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ เธอสาบานว่าจะอุทิศตนเพื่อสร้างอเมริกาขึ้นมาใหม่จนกว่าจะสำเร็จ

แต่ก็ได้รับการตอบโต้จากกลุ่ม ผู้แบ่งแยกดินแดน ที่ต่อต้านการสร้างประเทศใหม่ที่ปรากฏตัวขึ้นที่เต็มไปด้วยความก้าวร้าวและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ปัญหาความขัดแย้งนี้ ทำให้ผู้ที่แอบครอบครองเอกสารการวิจัยลับในโครงการณ์วิจัย BB ( BB experiments) ที่ควรจะถูกทำลายไปแล้วมาทำการ เริ่มการทดลองใหม่อีกครั้งแบบลับๆ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการสร้าง Unit BB ขึ้นมาได้สำเร็จและการนำ BBs มาใช้ก็ยังคงเป็นข้อห้ามจากรัฐบาลที่เหลืออยู่ในตอนนั้น

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


Heartman – แซม คุณได้ยินมั๊ย เป็นอย่างที่คุณสงสัยจริงๆนั่นแหละ เวลาที่นี่นั้นหยุดนิ่งตอนที่คุณทั้ง 2 คนถูกดูดไปที่มิติที่มีสนามรบนั่น ถ้าผมคิดถูก มิติที่คุณเดินทางไปนั้นก็คือ ชายหาด ในอีกรูปแบบนึง
ถ้าจะให้อธิบายก็คือ เอ่อ  ร่างกายของเรา Ha ของเรา ดำรงอยู่ร่วมกันในโลกเดียวกัน แต่วิญญาณของเรา Ka ของเรานั้นจะมี ชายหาด ของตัวเองที่แตกต่างกันในแบบของตัวเอง ที่ได้รับข้อมูลจากภายในสมองของเราจาก ปรัชญา ความเชื่อทางศาสนาและอื่น ๆ ซึ่งมีผลทำให้ รูปแบบของ ชายหาด สามารถเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละคน 



อย่างไรก็ตาม หากมีคนจำนวนมากตายพร้อมๆกันในครั้งเดียวชายหาด ของพวกเขาจะกลายเป็น Strand field ปรากฏการณ์นี้รุนแรงขึ้นหากประกอบด้วยความรู้สึกไม่พอใจและความสิ้นหวัง ทำให้ ชายหาด ของแต่ละคนผสมปนเปกันจนมั่วไปหมดได้ง่ายๆและบ่อยครั้งขึ้น บนชายหาดดังกล่าว ก็จะถูกทำให้หายไปซ้ำไปซ้ำมาไม่มีที่สิ้นสุด เหมือนกับการกด Play แล้วก็กด Phrase แล้วก็กด Play แล้วก็กด Phrase วนไปวนมา 



ชายหาดที่เป็นสนามรบนั่นก็จะเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาตลอดไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งสนามรบที่คุณไปมันอยู่ในยุโรปตะวันออกในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งน่าแปลก เพราะคนที่คุณพบ Clifford Unger เขาไม่มีส่วนในความขัดแย้งนั้นเลย ซึ่งผมเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกัน แต่ถ้าคุณเชื่อมต่อผมเข้ากับเครือข่าย Chiral Network ไม่แน่ผมอาจค้นหาข้อมูลจนพบคำตอบก็ได้ ใครจะรู้ 



Die-Hardman – แซม ทางตะวันตกของที่นี่นั้นเป็นพื้นที่ที่ปกคลุมด้วยน้ำมันดิน (Tar) เต็มไปหมด 



 แต่พ้นจากนั้นเป็นมันคือที่ตั้งของ Edge knot city ป้อมปราการสุดท้ายของอารยธรรมที่ใกล้ที่จะที่คุณจะหาได้ มันคือจุดหมายปลายทางของคุณ เมื่อคุณสามารถใช้ Q-pid เชื่อมต่อเครือข่าย Chiral network กับที่นั่นได้เมื่อไหร่ เครือข่ายทั้งหมดก็แผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วทั้งทวีป แผนการสร้างอเมริกาขึ้นมาใหม่ของเราใกล้จะสำเร็จแล้ว และอย่าลืมด้วยว่า ที่นั่นคือที่ที่ Amelie ถูกจับอยู่และรอคุณไปช่วยเหลือด้วย เราต้องการให้คุณพาเธอกลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เรายังมีเมืองอีกแห่งที่เราต้องการให้คุณเชื่อมต่อ Heartman จะเป็นคนช่วยให้คุณทำสำเร็จ 



Heartman – แซม ผมอยากจะให้คุณนำบางสิ่งมาให้ผมหน่อย อย่างแรกก็ Dog tag ที่คุณได้มาจากทหารคนนั้น ใส่กระเป๋ามาให้ผมเลยอย่าให้หายล่ะ แล้วก็อย่างที่ 2 ก็คือ ศพของ Mama ร่างกายของเธอไม่แสดงให้เห็นถึงการตายของเนื้อเยื่อเลย ผมต้องการจะรู้มากๆว่าทำไม การศึกษาอย่างใกล้ชิดอาจให้ข้อมูลที่ช่วยให้เราเอาชนะ Death Stranding ได้ ก็ประมาณนี้ ...
**** เหลือเวลาอีก 1 นาที **** 
Heartman – เอ่อ ผมมีเวลาคุยด้วยได้ไม่มากนะ คุณสามารถรับ Order ของผมได้ที่ terminal ได้เลย ... ผมจะรอนะ 

สำรวจ Delivery terminal ที่ Mountain Knot City จะพบภารกิจที่เพิ่มเข้ามา คือ 
 [Order No. 55] Corpse Delivery: Heartmans Lab
 [Order No. 56] Recovery Winter Clothes 



จาก E-mail ที่ได้รับจาก Aaeon Hill ที่ส่งมาจาก Mountain Knot City เพื่อติดต่อข้อความช่วยเหลือให้แซมออกไปเก็บชุดกันหน้าของ Deadman ที่ทำตกอยู่ใกล้ๆจากซากกระท่อมที่โดนพายุพัดทำลายไปก่อนหน้านี้


                                      [Order No. 56] 

                           Recovery Winter Clothes



เป้าหมายของภารกิจคือเดินทางไปยังจุดพื้นที่เป้าหมายทางตะวันออกของ Mountain Knot City เพื่อเก็บชุดกันหนาวของ Deadman กลับมา


 เพื่อสะดวกในการเดินทาง จำเป็นต้องติดตั้ง Zip Line สำหรับเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างพื้นที่ในเขตภูเขาน้ำแข็งเอาไว้ ก็จะสามารถไป – กลับยังจุดไอเทมตกและจุดรับงานได้ง่ายขึ้น


                                     [Order No. 55] 

                      Corpse Delivery: Heartmans Lab



Lockne – เอาล่ะ แซม ดูแลเธอด้วยนะ แล้วก็ไม่ต้องห่วง เธอจะไม่มีวันเข้าสู่ Necro หรอก Målingen เธอพิเศษกว่าคนอื่น คิดไปมันก็ตลกนะที่เมื่อ Ha ของเราสิ้นสุดลงมันกลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในความอยู่รอดของพวกเรา


ภารกิจนี้ต้องขนศพของ Mama จาก Mountain Knot City ไปยัง Heartmans Lab ที่ตั้งอยู่บนภูเขาทางใต้



สามารถใช้เส้นทางที่ใกล้ที่สุดด้วยการเดินทางจาก Mountain Knot City ไปยังที่อยู่ของ Doctor เพื่อความสะดวกจำเป็นต้องติดตั้ง Zip Line จาก The Doctor ขึ้นภูเขาก่อนเพื่อทำให้การไปยังที่ตั้งของ Heartmans Lab นั้นง่ายขึ้น


                                          Heartmans Lab


                             Heartmans Lab  - เชื่อมต่อแล้ว 



                             Heartmans  - - เข้าร่วม UCA 

+ เพิ่มเติมไอเทมใหม่ที่สามารถสร้างได้ใน Delivery terminals
-Thermal Pad


อุปกรณ์ทำความร้อนสำหรับช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นไม่ถูกแช่งแข็งในระหว่างเดินทางในเขตภูเขาหิมะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนให้เกจ Stamina ให้มากขึ้นและทำให้ฟื้นคืนได้เร็วขึ้นด้วย โดยการใช้งาน ต้องนำมันมาติดไว้ที่ไหล่หรือสะโพก ทำให้เสียพื้นที่ในการขนสินค้นตรงจุดที่แขวนติดกับร่างกายไป ** ใช้แบตเตอร์รี่เป็นพลังงาน **









-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                    Episode 8: HEARTMAN



Heartman – แหม่ คุณมาเจอผมในสถานการณ์ที่น่าละอายพอดีเลย ขายหน้าจริงๆผม แต่ก็ดีใจที่คุณมาถึงที่ได้สำเร็จนะ แซม  ... เอ่อ ต้องขอโทษด้วยนะ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้คุณตกใจ ผมก็เป็นของผมแบบนี้ตลอดนั่นแหละ โอ้ ลืมไป เอาร่างเธอไปวางตรงนั้นเลยครับ 





Heartman – อืมม ยังคงไม่มีสัญญาณของพวกเขาเหมือนเดิม 
SAM – คุณรู้มั๊ยว่าหัวใจของคุณหยุดเต้นน่ะ?
Heartman – มันหยุดทุกยี่สิบเอ็ดนาทีผมมีเวลาสามนาทีที่ชายหาดจากนั้นก็กลับมา มีคนตายและพื้นคืนหกสิบคนต่อวัน … หกสิบโอกาสที่จะผมจะได้ตามหาชายหาดของครอบครัวของผมที่หายไป นี่แหละคือ ชีวิตของผม ในขณะที่คุณที่ว่าเคยไปๆกลับๆจากตะเข็บ (Seam) มาหลายครั้งแล้ว สำหรับผมมันมากกว่านั้นนิดหน่อย ก็ประมาณ สองแสนหนึ่งหมื่นแปดพันกับอีกห้าร้อยสี่สิบเก้าครั้ง



Heartman – ผมเห็นตัวเอง ภรรยา และลูกอยู่ในหลุมที่เกิดหลังการระเบิดนั่น เห็นมั๊ยว่ามันมีรูปร่างเป็นรูปหัวใจ คุณหมอเรียกมันว่า myocardial cordiformia เขาบอกว่า กล้ามเนื้อหัวใจของผมมันผิดปกติอย่างมาก ผมมีรูปถ่ายด้วยนะ คุณอยากรู้มั๊ยล่ะว่าหัวใจของ Heartman มีรูปร่างยังไง?  … ไม่ คุณคงไม่อยากดูแน่นอน ..



Heartman – โชคดีที่มันไม่ได้ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลาน ผมไม่เคยยอมแพ้ ตั้งแต่วันต่อมาผมก็หมกมุ่นอยู่กับความคิดนี้มาตลอด ความคิดที่ว่า ถ้าชายหาดมันมีจริง และพวกเขาอยู่ที่นั่น ผมก็จะหาวิธีทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ซัก 3 นาทีต่อครั้งเพื่อไปตามหาพวกเขา ในแต่ละวัน ทุกๆวัน 
SAM – ที่คุณทำทั้งหมดนั่นมันทำให้คุณตายจริงๆได้เลยนะ?
Heartman – ตรงกันข้ามต่างหาก ถ้าทุกๆคนมีชายหาดที่แตกต่างกัน งั้นชีวิตหลังความตายของทุกคนก็ต้องแตกต่างกันด้วยไม่ใช่หรอ? ผมค้นพบว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ การใช้ชีวิตชั่วนิรันดร์คนเดียว นั่นแหละเป็นเหตุผลที่ผมตัดสินใจที่จะตามหาครอบครัวของผมและเดินทางไปพร้อมกับพวกเขา 
SAM – คุณหมายถึง ตายพร้อมกับพวกเขางั้นหรอ? 


Heartman – ถ้าการตายทำให้เราได้พบหน้ากันอีกครั้งล่ะก็ ใช่ แต่กระบวกการควบคุมการเต้นของหัวใจซ้ำไปซ้ำมาทำให้กล้ามเนื้อหัวใจของผมมันผิดรูปขึ้นเรื่อยๆ และหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เริ่มเรียกผมว่านักวิจัยชายหาด Heartman  ..ผมดีใจมากที่เราได้มีโอกาสได้คุยกัน 



Heartman –  ร่างกายของเธอไม่มีการเน่าเปื่อย ไม่มีวี่แววของการสลายตัวราวกับว่าเธอยังมีชีวิตอยู่เลย เป็นมัมมี่ที่สมบูรณ์แบบมาก เป็นศพไร้ที่ติจริงๆเลย 
SAM – คุณกำลังหาอะไรหรอ?
Heartman –  หาของบางอย่างที่คุณควรจะนำมาด้วย อยู่ไหนกันนะ? … อ่า เจอแล้ว



SAM – เดี๋ยว Deadman เขา …
Heartman –  มันดูเหมือนสายสะดือ ถ้าคิดไม่ผิดน่าจะเป็นของมนุษย์นะ แต่นี่ไม่ใช่ท่อที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างทารกในครรภ์กับรกของแม่แบบธรรมดาทั่วไป มันดูคล้ายกับการโยงของ BT นี่เป็นของ Mama ใช่มั๊ย? อืมมม ร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อยกับสายสะดือที่เชื่อมต่อกับชายหาด มันเป็นการค้นพบที่น่าถึงมากเลยล่ะแซม มากพอที่จะทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นกว่าเดิม 
** อีก 5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น **
Heartman –  เอ่อ ผมขอโทษด้วยนะ ถ้าการสนทนาของเราจะไม่สามารถทำได้นานมาก นั่งก่อนสิ แซม ผมคงต้องกลับไปที่ชายหาดเพื่อตามหาเมียและลูกของผมต่อแล้ว




Heartman –  1 คน 1 ชายหาด นั่นเป็นกฎ แต่ยกเว้นผม ชายหาดของผมสามารถเชื่อมต่อได้กับชายหาดของคนอื่นๆได้ ราวกับว่ามันเป็นผลประโยชน์มาจากการบายพาสหลอดเลือดหัวใจ บางทีหัวใจที่บิดเบี้ยวของผมอาจะทำให้มันทำแบบนั้นได้ก็ได้



 Heartman –  ผมรู้แค่ ยังไงต้องต้องหาพวกเขาให้เจอให้ได้แค่นั้นแหละ แม้ว่าการไปที่ชายหาดต่างๆของผมจะทำให้เกิดคำถามใหม่ๆตามมาอีกมากมายก็ตาม
ซึ่งผมจะต้องหาคำตอบให้ได้ในซักวัน ..... ซักวัน
** อีก 3 นาที หัวใจจะหยุดเต้น **


Heartman –  สนามรบนั่น ที่คุณเคยถูกนำพาให้ไปติดอยู่ที่นั่น ทำไมทหารยุคสงครามโลกจึงต้องเดินไปตามชายหาดเป็นเวลานับศตวรรษหลังจากที่พวกเขาตายไปแล้วด้วยล่ะ? ปกติวิญญาณจะต้องจากไปหลังจากที่ตายไปแล้ว ชายหาดเป็นเพียงแค่ทางเดินเพื่อนำพาพวกเขาผ่านไปยังโลกหน้าแค่นั้น แต่ หากวิญญาณเหล่านั้นเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะคงอยู่ต่อสืบเนื่องจากความไม่พอใจ ความรู้สึกเหล่านี้อาจมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดชายหาดที่แตกต่างออกไปได้ จนเกิดเป็นกองทัพต้องสาปจากนรกขึ้นมา .... Clifford Unger .. ความทุกข์และความเกลียดชังของเขารวมกับของ BB ของคุณ เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาบางอย่างที่นำสนามรบเหล่านี้มาสู่โลกของเรา … แต่ มันเป็นเพียงแค่ทฤษฎีเท่านั้นเอง 
** เหลืออีก 2 นาที หัวใจจะหยุดเต้น โปรดเตรียมดำเนินการเพื่อความปลอดภัย ** 
SAM –  คุณคิดว่า Higgs เป็นคนดึงสายเชื่อมต่อของพวกเขามาที่นี่งั้นหรอ? ดึงพวกนั้นมาทั้งหมดเลยหรอ? 
Heartman –   ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ มีหลักฐานบ่งชี้ว่าฮิกส์นำพวกเขามาที่นี่
** เหลืออีก 1 นาที หัวใจจะหยุดเต้น โปรดหาที่ยึดเกาะเพื่อความปลอดภัย **


Heartman –     โอ้ เกือบลืมไป ผมมีอะไรอยากจะถามหน่อย ...
** เปิดการใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยของห้องทดลอง**
Heartman –   ใจเย็น ไม่ต้องกลัว รอผมกลับมาก็แล้วกันนะ เวลาที่ชายหาดมันหยุดนิ่ง แต่ที่ตะเข็บ (The Seam) ไม่ใช่ คุณพักตามสบายนะ ก็แค่ 3 นาทีสำหรับคุณ ..แต่ค่อยกลับมาคุยต่อก็แล้วกัน 







Heartman –   โชคไม่ค่อยดีเลยแฮะ … ไปเยี่ยมเยือนมา สองแสนแปดหมื่นห้าร้อยห้าสิบ โอ้ โทษที เราคุยถึงไหนกันแล้วนะ 



Heartman –   ปกติผมจะใช้เวลายี่สิบเอ็ดนาทีต่อรอบ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวในจำนวนมากต่อ 1 รอบ
SAM – ใช้ชีวิตแบบนี้คงไม่ง่ายเลยสินะ
Heartman –  ทั้งใช่ และ ไม่ใช่ ตอนนี้ผมคุ้นเคยกับมันแล้ว มันไม่ได้เป็นภาระหรือยุ่งยากอะไรเลย ทั้งการขับถ่าย ชำระล้างร่างกาย การกินอาหาร มันเป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานของชีวิตที่ทำได้ง่ายๆภายในเวลายี่สิบเอ็ดนาทีสบายๆ แต่ก็มีเรื่องการนอนหลับนี่แหละที่เป็นเรื่องยุ่งยากหน่อย และก็ การมีเพศสัมพันธ์ ก็ด้วย คิดว่านะ แต่คนอย่างผมคงไม่มีอะไรต้องกังวัลเท่าไหร่หรอก


Heartman – แล้ว เอ่อ คุณชอบอ่านหนังสือบ้างมั๊ยแซม? ฟังเพลงล่ะ? หรือว่า ดูหนัง? รู้มั๊ยผมสะสมพวก เพลง รายการโทรทัศน์ หนังสั้นบางเรื่อง ทุกอย่างล้วนสิ้นเปลืองเวลา 21 นาทีทั้งนั้น ทั้งหมดนี้มาจากโลกก่อนเกิด Death Stranding .. แน่นอนล่ะ แต่เอาจริงๆ ผมก็ใช้ฉเวลายี่สิบเอ็ดนาทีอยู่ที่นี่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ก็แค่รอเวลาเพื่อกลับไปค้นหาต่อ ร่างกายผมอาจจจะอยู่ที่นี่ตรงนี้ แต่วิญญาณผมไปอยู่ที่ชายหาด ผมพร้อมที่จะตายอยู่ตลอดนั่นแหละ 
SAM – ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ผมก็เสียครอบครัวจากการอุบัติเหตุเหมือนกัน 
Heartman – ว้าว ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณจะเปิดอกคุยกับผมแบบนี้ 



Heartman – มันเป็นเรื่องบังเอิญอย่างมาก เพราะผมก็สูญเสียครอบครัวจากอุบัติเหตุนั่นเหมือนกัน ผมอยู่ในห้อง ICU กำลังผ่าตัดหัวใจ อยู่นอกเมือง หลังจากทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ในขณะที่กำลังพักฟื้น เมียกับลูกของผมก็กลับไปที่บ้านเพื่อเก็บของบางอย่างมาให้ผม แล้วหลังจากนั้นก็เกิด Voidout  ..โรงพยาบาล รอดมาได้ แต่คลื่นการทำลายล้างของมันทำให้เกิดไฟดับ และเครื่องช่วยชีวิตของผมก็ ...


               ผมตื่นขึ้นอีกครั้งที่ชายหาด พร้อมผู้คนมากมายที่ตายจาก Voidout ครั้งที่ 2 


          แล้วผมก็เห็นเมียกับลูกของผมอยู่ในขบวนนั้นด้วย 



      Heartman – เฮ้ นี่ผมเอง ผมอยู่นี่ คุณจะไปไหนน่ะ เดี๋ยวสิ !!



                       Heartman – อย่าทิ้งผมไว้ที่นี่ !!  



        Heartman – ไม่  ไม่ !! อย่าไป !!! ได้โปรด อย่าไป !!!! 


Heartman – เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองของห้อง ICU เริ่มทำงาน และผมก็กลับมามีชีวิตอีกครั้งโดยเครื่องกระตุ้นหัวใจ หลังจากที่หัวใจหยุดเต้นไป 21 นาที นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมเห็นครอบครัวของผม ถ้าไอ้หัวใจบ้านี่มันหยุดเต้นไปตั้งแต่ตอนนั้นเราคงไม่ต้องพรากจากกัน และ นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมอยากจะเจอครอบครัวของผมอีกครั้ง ในซักวัน นั่นแหละคำจำกัดความของผม Heartman 



Heartman – ตั้งแต่ตอนที่ผมเริ่มเดินทางไปยังชายหาดของคนอื่นได้ ผมก็เริ่มติดตามค้นหาครอบครัวของผมที่ชายหาดมาตลอด เมื่อไหร่ที่เหนื่อย ก็กลับมาที่นี่เพื่อทำการวิจัยของผมต่อ แม้ว่าหัวใจของผมจะหยุดเต้นแต่ความเจ็บปวดก็ยังคงอยู่
** อีก 5 นาที หัวใจจะหยุดเต้น **
SAM – โทษนะ เอ่อ ก่อนที่คุณจะกลับไปที่ชายหาดอีก จะว่าอะไรมั๊ยถ้าผมจะถามว่า ตกลงคุณให้ผมมาทำอะไรที่นี่ ?



Heartman – โอ้ แน่นอน เอาล่ะ นี่คือตำแหน่งของ Prepper ทั้งหมดที่ตั้งอยู่รอบๆบริเวณนี้ บางแห่งเป็นสถานีวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของเราเพื่อเก็บวัตถุดิบสำคัญทางธรรมชาติต่างๆในช่วงก่อนจะเกิด Death Stranding 
SAM – วัตถุดิบประเภทไหนหรอ? 
Heartman – โลกของเรามีอายุยืนยาวมาก มันย่อมมีความทรงจำจากอดีตเหลืออยู่ และ แต่ล่ะชั้นของหน้าดินของพื้นผิวโลกนี่แหละจะบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดได้ บางวัตถุดิบสามารถนำเรากลับไปจุดแรกเริ่มของการกำเนิดโลกของเราได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งลึกลงไปนั้นยังมีหลักฐานทางธรณีวิทยาอีกมากมายที่ไม่โดน Death Stranding ทำลาย ซึ่งมีเหล่านักวิทยาศาสตร์ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของผมที่ไปต้ั้งรกรากเพื่อสำรวจค้นหาก่อนหน้านี้ ผมอยากให้คุณช่วยทำให้เขาเชื่อมต่อกับเครือข่าย Chiral network ให้หมด



Heartman – Amilie เสนอให้เราสร้างบทความการวิจัยของเราตามแนวเทือกเขาแห่งนี้ จากที่มีการขุดค้นหามาทั่วโลก แต่ที่นี่เป็นพื้นที่เดียวที่มีซากดึกดำบรรพ์จากช่วงปลายยุคครีเทเชียส ตอนที่ไดโนเสาร์สูญพันธ์ ซึ่งสัณนิฐานว่าหลักฐานสุดท้ายอยู่ที่นี่ คุณเห็นมั๊ย มันซ่อนตัวอยู่ใต้โลก ความทรงจำของการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ เบาะแสที่สามารถบอกเราได้ว่าจะอยู่รอดในสถาการณ์นี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าเราเป็นความหวังของ Amelie ในฐานะส่วนหนึ่งของทีมที่เป็นแนวหน้าของเธอ เธอจึงมอบหมายให้เราตั้งทีมสนัสนุนเอาไว้ที่นี่  สิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวจากอดีตที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันจะช่วยเราในการสร้างอนาคต เธอเอาใจใส่พวกเราเป็นอย่างมากจนเป็นที่ประทับใจก่อนที่เธอจะเดินทางไปตะวันตก
** อีก 3 นาที หัวใจจะหยุดเต้น **
Heartman – หุบปากไปเลย ! ผมปิดเสียงมันเลยดีกว่า 



Heartman – ในเวลาต่อมาเราเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่ผิดปกติในบริเวณแถบธารน้ำมันดินนอกเมือง Edge knot city ปริมาณของน้ำมันดินที่มากขึ้นเริ่มทำให้มันเริ่มขยายอาณาเขตกินอาณาบริเวณออกมากว้างมากขึ้น มันอาจทำให้ผมต้องเสียเพื่อนร่วมงานไปหลายคนรวมถึง Chiral waystation ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดทั้งหมดมาท้าทายการหาคำอธิบายสำหรับผมมากๆ
SAM – คิดว่าเป็นฝีมือของ Higgs รึเปล่า?
Heartman – ผมไม่รู้ แต่ ผมต้องการ waystation นั่น มันจำเป็นอย่างมากต่อการขยายเครือข่าย Chiral Network ไปสู่ตะวันตก นั่นแหละคือเหตุผลที่ผมเรียกตัวขึ้นมาที่นี่เพื่อให้ช่วยสร้างมันขึ้นมาใหม่ ที่นั่นยังขาดแคลนอุปกรณ์ต่างๆอีกมาก ซึ่งเราต้องรวบรวมเก็บเล็กผสมน้อยจากแต่ละที่เพื่อนำส่งไปให้ ไม่เหมือนกับตามหัวเมืองใหญ่ต่างๆแน่นอน 



Heartman – แซม ผมต้องการให้คุณนำเอา Q-pid ไปเชื่อมต่อกับพวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นให้เข้าสู่เครือข่ายของเราก่อนที่คุณจะมุ่งหน้าไปหา Amelie  หลังจากนั้น เราก็จะได้สามารถกลับไปที่งานวิจัยที่สำคัญ คือการค้นคว้าเกี่ยวกับ Death ---




Die – Hardman – ไม่ต้องห่วงเขาหรอกแซม ที่พื้นมีเบาะแรงดันอากาศเพื่อลดแรงกระแทกอยู่ เดี๋ยวผมปลดล็อกเปิดประตูให้ก็แล้วกัน แล้วก็คุณได้ยินเขาบอกแล้วนะ คุณเข้าไปรับภารกิจที่ Delivery terminal ของที่นี่ได้เลย 



--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                                  Interview data :  Lucy's reports      

   
    
เรื่อง – Report: Concerning the Voidout in the Satellite Town of UCA-01-0C
                       บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                               โดย – Unknown
**ได้จาก Order 596 (ส่งของจาก Heartman ถึง Mountain Knot)**

UCA-01-032 ถูกลบออกจากแผนที่โดย Voldout แบบไม่เหลืออะไรเลยนอกจากร่องรอยการระเบิดที่เหมือนปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่  การก่อการร้ายถูกต้องเป็นข้อสงสัยก่อนเป็นอันดับแรก แต่การสืบสวนที่ทันสมัยของ Bridges ทำให้สามารถตัดออกความเป็นไปได้นี้ออกไปได้อย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็สรุปได้ว่า สาเหตุที่แท้จริงนั้นเป็น ศพของพลเรือนที่ถูกทิ้งไว้ในเขตที่อยู่อาศัยของเมืองโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

ผู้ตายคือ Lucy Strand ที่น่าเศร้าคือเธอกำลังตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือน เด็กคนนั้นได้รับการตั้งชื่อว่า“ ลู” สาเหตุของการเสียชีวิตคือได้รับการใช้ยาเกินขนาด อาจโดยเจตนา แม้ว่าจะยังมีไม่การยืนยันในเวลานี้ข้อมูลก็ถูกส่งไปยัง Bridges HQ  เพื่อการวิเคราะห์ เพื่อเฝ้าระวัง แต่ ผลลัพธ์ยังไม่สามารถสรุปได้

 Sam Strand คือสามีของลูซี่ ที่เพิ่งเริ่มออกเดินทางไปไม่นานก็เริ่มกังวลเมื่อเขาไม่สามารถติดต่อกับภรรยาของเขาได้ แม้ว่าเขาจะพยายามกลับบ้าน แต่ voidout ก็เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่เขามาถึง แซมเป็นผู้รอดชีวิตจากการระเบิดเพียงคนเดียว ในขณะที่ภรรยาที่ตายไปของเขาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Bridges ซึ่งตัวแซมเองก็เป็นถึงลูกชายของประธานาธิบดี  Strand รัฐบาลจึงต้องเข้ามาให้การสนับสนุนในฐานะองค์กรที่ได้รับความเดือดร้อน ทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ถึง การวางแผนรับมือและการบริหารจัดการเหตุด่วนเหตุร้ายที่ผิดพลาด รวมถึงสิทธิและการให้ความสำคัญขององค์กรอย่าง Bridges และประธานาธิบดีเองที่ดูเลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับประชาชนทั่วไป

บางคนเชื่อว่า Sam Strand มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของภรรยาของเขาและเขาควรมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในขณะที่ทั้งรัฐบาลและ Bridges ที่พยายามปกป้องเขาอยู่ไม่นานก็งแรงกดดันจากประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นไม่ไหว สุดท้าย Sam Strand ลาออกจาก Bridges และหายตัวไปไม่มีใครได้พบเห็นเขาอีกเลย


                                   เรื่อง – Report #1
                    บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                     โดย – Lucy 
  ** ได้จาก Order 586 (ส่งของจาก Heartman ถึง Roboticist)**

ชั้นเพิ่งทำการบำบัดครั้งแรกกับ Sam Strand เสร็จ แน่นอนว่าไม่ได้ทำเพราะการร้องขอของผู้ป่วยหรอก แต่เพราะแม่บุญธรรมของเขา ประธานาธิบดี สแตรนด์ ที่เดินเข้ามาหาชั้นด้วยความหวังว่าชั้นจะช่วยลูกชายของเธอเอาชนะโรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia)

แซมคือ ... กรณีศึกษาที่น่าสนใจ แม้เขาจะไม่เต็มใจนักแต่เขาก็ตระหนักดีว่าเขามีอาการแบบนั้นจริงๆและมันจะทำให้เขากลุ้มใจมากชั้นสงสัยว่ามันอาจเกิดจากการบาดเจ็บในวัยเด็ก แต่น่าเสียดายที่เรารู้และเข้าใจเรื่องนี้แค่ผิวเผินและชั้นก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะเป็นยังไง

เช่นเดียวกับสมาชิกในทีมหลักของ Bridges หลายคน แซมเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัตินี้ แต่เขามีความสามารถของ DOOMS ที่ไม่เหมือนคนอื่นเพราะเขายังเป็น ผู้ฟื้นคืน (repatriate) ด้วย และเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ อาการของโรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia) ของเขาหรือไม่ชั้นไม่สามารถพูดได้ในเวลานี้ แต่เขาไม่เป็นคนแรกหรอกที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กลัว ความสามารถของตัวเอง

ตอนที่เขายังเด็ก แซมสูญเสียทั้งพ่อและแม่แต่ก็ได้ ประธานาธิบดี Strand รับเป็นลูกบุญธรรมของ และเนื่องจากความรับผิดชอบต่องานบริหารประเทศแบบหามรุ่งหามค่ำในฐานะ ประธานาธิบดี ชั้นเดาว่าเธอไม่คงไม่มีเวลาดูแลแซมอย่างเพียงพอ ซึ่งกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันของแม่บุญธรรมของเขาอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนก็ได้ อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แซมเองก็ไม่ได้ให้ความร่วมมือมากนักในการเล่าถึงเรื่องของตัวเอง เขาเป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ทำให้ชั้นต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจและโน้มน้าวให้เขาเปิดใจกับชั้น


                              เรื่อง – Report #2
                บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                 โดย – Lucy 
** ได้จาก Order 588 (ส่งของจาก Heartman ถึง Doctor) **

แม้กระบวนการรักษาอาจมีความคืบหน้าช้าหน่อย แต่แซมก็เริ่มเปิดใจให้ชั้น แต่อย่างไรก็ตามความทรงจำในวัยเด็กของเขายังดูสับสนและขัดแย้งกัน เขามีปัญหาในการแยกแยะระหว่างความทรงจำที่แท้จริงและความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำๆซากๆ แซมยังอ้างว่าได้พบกับน้องสาวของเขาที่ชื่อ อมีเลีย บนชายหาดหลายครั้งในขณะที่ยังเด็กอยู่ ซึ่งมันเอามาใช้อ้างอิงอะไรไม่ได้เลย

ชั้นอายุมากกว่า Sam นิดหน่อย แต่ชั้นเกิดก่อนที่เกิดปรากฎการณ์ Death Stranding ซึ่งมันค่อนข้างมีผลกระทบต่อวิธีที่เราคิดเกี่ยวกับชายหาด ในความเห็นของชี่นนะ ชั้นคิดว่าชายหาดเป็นส่วนหนึ่งของอุปทานหมู่ของเรา เป็นความเข้าใจผิดที่ทำต่อๆกันโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่คนที่เกิดหลังปรากฎการณ์ Death Stranding ยอมรับและไม่คาดหวังให้ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลง พยายามเอาตัวรอดก็เท่านั้น ชั้นคิดว่าถ้าพวกเขามีความเชื่อที่มากว่านี้ มันคงจะช่วยอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆอย่างพวก BT หรือพวกผู้ฟื้นคืน (Repatriates ) อย่างแซมได้ง่ายขึ้น

ทฤษฎีของชั้นก็คือ ความทรงจำในวัยเด็กของแซมที่สร้างขึ้นบนชายหาดเป็นวิธีการรับมือกับความจริงที่ว่าทั้ง Amelie และ Bridget ไม่ได้ใช้เวลากับเขามากนัก ชั้นเชื่อว่านี่เป็นเหตุผลที่เขายังคงห้อย Dreamcatcher ที่ Amelie ให้เขาแม้ตอนนี้เขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม จะเรียกมันป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความอุ่นใจของเขาก็ได้ มันอาจเป็นกุญแจสำคัญในการเอาชนะอาการของโรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia) ของเขา ถ้าแซมลดระยะห่างทางความรู้สึก (Emotional Distance) ระหว่างเขากับ Amelie ลงให้มากกว่านี้ มันอาจช่วยลดความรู้สึกต่อต้านต่อความใกล้ชิดทางกายภาพที่แซมมีลงได้ ชั้นจะเสนอวิธีการนี้ให้เขาในการพูดคุยครั้งต่อไปของเรา


                                เรื่อง – Report #3
                   บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                   โดย – Lucy 
*ได้จาก Order 597 (ส่งของจาก Heartman ถึง Mountain Knot City)*

มันไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แซมไม่ยอมรับคำแนะนำของชั้นและปฏิเสธการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Amelie เขายืนยันว่าเขาไม่ได้พึ่งเธอหรือ Bridget และถึงขั้นตั้งคำถามกับชั้นในฐานะนักจิตบำบัด


ความไม่เห็นด้วยต่อความคิดนี้ของเขาเป็นเพียงหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดถึงเรื่องการไว้เนื้อเชื่อใจของเขา ถึงแม้ว่าชั้นจะทำอะไรไม่ได้มากหากแซมยังคงไม่ให้ความร่วมมืออยู่แบบนี้ แต่ชั้นก็ยังจะพยายามทำต่อไปและหวังว่าในที่สุดเขาจะเปลี่ยนความคิด ชั้นตัดสินใจที่จะเน้นไปที่ความรู้สึกของแซมที่มีต่อ Bridget และองค์กรของเขาแทน เนื่องจากมีการก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและปกป้องแม่บุญธรรมของเขาและสมาชิกหลักคนอื่นๆก็มีความสามารถของ DOOMS เหมือนกับเขาด้วย  ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของแซมเนื่องจากแผนการขยายเครือข่ายของ Bridges กลับทำให้สถานภาพของความเป็นผู้มีความสามารถของผู้ฟื้นคืน (Repatriate) อยู่ภายใต้แรงกดดันมากขึ้น และชั้นสงสัยว่าแซมจะยังคงมีศรัทธาที่แรงกล้าและมีความกระตือรือร้นในการทำภารกิจให้ Bridges ได้จริงจังแค่ไหนด้วย

ซึ่งถ้ายึดจากที่เราใช้เวลาร่วมกันมาจนถึงตอนนี้ ชั้นเชื่อว่าที่แซมยอมเล่นบทนี้อาจเพราะมันช่วยให้เขารับมือกับความรู้สึกแปลกแยกของตัวเองได้ ตามที่เขาให้คำมั่นเอาไว้ว่า ขอเลือกความพยายามที่เป็นไปไม่ได้ ดีกว่าแค่มีชีวิตและตายเพียงลำพัง


                                   เรื่อง – Report #4
                      บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                   โดย – Lucy 
ได้จาก Order 584 (ส่งของจาก Mountain Knot City ถึง Heartman)

เมื่อชั้นตัดสินใจแล้วว่าต้องใช้วิธีการอื่นในการเยียวยารักษาสภาพจิตใจของแซม ดังนั้นชั้นจึงขอเข้าพบกับประธานเพื่อขอความเห็นชอบ "ดุลยพินิจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากข้อมูลใด ๆ ที่แนะนำให้เธอไปเพื่อใช้ในการรักษาสุขภาพจิตจนสำเร็จอาจทำให้เธอได้เปรียบต่อคู่ต่อคู่แข่งของเธอ" ก่อนจะปิดท้ายว่า การประชุมถูกระบุว่าเป็นการสนทนาจะถูกบันทึกอย่างเป็นทางการ ซึ่งจริงๆแล้วชั้นต้องการจะเข้ามาขอคำแนะนำให้ทำตามแผนของชั้นไม่ใช่ทำตามแบบที่พวกเขาต้องการ

ชั้นเริ่มด้วยคำถามเกี่ยวกับวัยเด็กของแซม ซึ่งท่านประธานาธิบดีก็ตอบด้วยคำขอโทษจากใจจริงทันที ซึ่งชั้นสารภาพเลยว่าความตรงไปตรงมาของเธอทำให้ชั้นตกใจ  ท่านประธานาธิบดีบอกว่าเธอเสียใจอย่างยิ่งที่เธอไม่สามารถมีส่วนร่วมกับเขาทั้งทางร่างกายและทางความรู้สึกแบบที่คนที่เป็นแม่ควรจะทำ บางครั้งมันรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังขอโทษลูกชายของเธอกับชั้นแทน ความเป็นคนเปิดเผยและจริงใจของเธอช่างน่ายกย่องยิ่งนัก

ท่านประธานาธิบดีบอกชั้นว่า Amelie ลูกสาวของเธอเป็นคนดูแลแซมในช่วงที่เธอไม่อยู่ แม้เธอเล่าแบบปกปิดรายละเอียดบางอย่างไว้ แต่อย่างน้อยเธอก็เปิดเผยว่า Amelie มักจะพาแซมไปเดินเล่นบนชายหาดกับเธออยู่เสมอ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ประธานาธิบดี Strand ใหคำแนะนำว่า ช่วงเวลาที่ Sam กับ Amelie ใช้ร่วมกันอาจมีความเกี่ยวข้องกับอาการป่วยในตอนนี้ของเขาก็ได้ ...


                                     เรื่อง – Report #5
                       บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                        โดย – Lucy
ได้จาก Order 585 (ส่งของจาก Mountian Knot City ถึง Heartman)

ประธานาธิบดี Strand รักลูกชายของเธอ การพบปะกันพูดคุยกันระหว่างเธอกับชั้นยืนยันเรื่องนี้ได้โดยไม่มีข้อสงสัย คำถามคือ แซมรับรู้ความรักของแม่ของเขาหรือเปล่า ทั้งแซมและท่านประธานาธิบดีพูดคุยเกี่ยวกับชายหาดราวกับว่ามันเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง แน่นอนว่าชั้นยังคงมั่นใจว่ามันไม่มีอยู่จริง  มันเป็นอุปทานหมู่ มันเป็น สถานที่เยี่ยมเยือน ที่โครงสร้างทางจิตของ Sam และ Amelie สร้างขึ้นมา แซมคงไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันถูก "ปลูก" ในใจของเขา  คำอธิบายนี้สอดคล้องกับคำกล่าวอ้างของแซมที่เคยบอกชั้นว่า เขาไม่เคยไปที่ชายหาดได้ด้วยความตั้งใจของตัวเองเลยซักครั้ง

ถ้าเกิดว่า ลึกๆแล้ว แซมได้พัฒนาสิ่งที่เขาได้รับมาโดยไม่รู้ตัวหรือมีความโหยหาชายหาดประหนึ่งกับเป็นความรู้สึกของเขาที่มีต่อน้องสาวและแม่ของเขาล่ะ? ซ้ำร้าย ถ้าพวกเขาทั้งหมดกลายเป็นเนื้อแท้ของเป้าหมายที่แสดงถึงความเคารพนับถือที่มีต่อกันล่ะ? คิดแล้วก็ไม่อยากจะจินตนาการต่อเลย ประธานาธิบดี Strand เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถพิเศษที่แสดงออกในเชิง panromantic (การแสดงความรักแบบไม่ได้สนใจเพศ) ออกมาอย่างชัดเจนเหมือน  Amelie ลูกสาวของเธอ นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าทำไมทั้งคู่ถึงสามารถสานต่องานสร้างประเทศอเมริกาขึ้นมาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเป็นคนเดียวกัน และรักแท้ของหนึ่งเดียวของพวกเธอก็คือ แซม ในทางกลับกันชั้นวินิจฉัยว่ามันคือ Demisexual หรือ รูปแบบความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากความผูกพันทางใจ แน่นอน ความต้องการทางเพศของเขาถูก จำกัด อย่างเข้มงวดกับผู้ที่เขาต้องการเชื่อมต่อทางอารมณ์ ซึ่งเป็นสมาชิกในครอบครัวเช่น Amelie เป็นเรื่องธรรมดาที่แซมจะมีการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มากขึ้นกับคนที่เขาคำนึงถึงทางอารมณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับเด็กสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเคารพ แต่ในทางศาสนศาสตร์ ก็ยังมีความขัดแย้งโดยธรรมชาติในเรื่องนี้อยู่ดี
ชั้นได้ข้อสรุปว่า ความขัดแย้งนี้เป็นรากฐานของอาการของโรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia) ของแซม


                                     เรื่อง – Report #6
                      บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                     โดย – Lucy 
**ได้จาก Order 544 (ส่งของจาก Distr. Center North of Mountain Knot City ถึง Heartman)**

ชั้นตัดสินใจที่จะแบ่งปันกับแซมในทฤษฎีการทำงานของชั้นเกี่ยวกับอาการป่วยของเขา แน่นอนชั้นเตรียมพร้อมต่อแรงต้านที่ต้องเกิดขึ้น แต่ความโกรธของเขารุนแรงมากกว่าที่คิด เขาจ้องเขม็งมาที่ชั้นเหมือนกับเขาพยายามบอกว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการประเมินของชั้นแบบสุดๆราวกับเขาเพิ่งโดนพวกคลั่งลัทธิสะกดจิตมางั้นแหละ มันเป็นครั้งแรกที่ชั้นพยายามเกลี้ยกล่อมเขาจากการตอบสนองทางอารมณ์ที่รุนแรง

ในขณะที่ชั้นพบว่ามันเริ่มจะน่ากลัวนิดหน่อยแล้วนะ แต่ก็พยายามอย่างที่สุดที่จะรักษาความเป็นมืออาชีพ เพื่อฝ่าฟันอุปสรรคนี้ไปให้ได้ การลดระยะห่างระหว่างเรา คือวิธีที่ชั้นบอกกับตัวเอง แต่ ... ในทางกลับกัน ส่วนนึงของชั้นกับรู้สึกยินดีกับการตอบสนองในเชิงรุกของเขา

แซมบอกว่าเขาเป็นผู้ฟื้นคืน (Repatriate) ชั้นท้าทายเขาด้วยการพูดว่า“ ผู้ฟื้นคืน (Repatriate)” งั้นหรอ? เรื่องพวกนี้มีแต่ในนิยายหรือประสบการณ์ของคนที่ใกล้ตายเท่านั้นแหละ เรื่องคนๆนึงจะใช้ชายหาดร่วมกันนั่นก็เหมือนกัน ชั้นย้อมใจตัวเองเพื่อกดดันเขาต่อ ด้วยการบอกให้เขาตื่นจากภวังค์ เลิกจินตนาการถึงเรื่อง โลกอีกด้าน บ้าบอนั่นซะที

นาทีนั้นชั้นคิดว่าเขาต้องระเบิดความโกรธออกมาอีกครั้งแน่นอน แต่เขากลับได้แต่เงียบ และหลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลุกขึ้นยืนขึ้นแล้วออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ชั้นกลัวว่าชั้นอาจกดดันเขามากเกินไป ...


                              เรื่อง – Report #7
                บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                 โดย – Lucy 
**ได้จาก Order 545 (from Distr. Center North of Mountain Knot City ถึง Heartman)**

โอ้พระเจ้า จะเริ่มจากตรงไหนดี ...

แซมกลับมาในการนัดหมายพูดคุยเกี่ยวกับการรักษาในวันนี้ แบบตรงเวลาด้วย ชั้นจำได้ว่าเขาดูสงบกว่าเดิม คิดในแง่ดี เขาอาจจะกำลังคิดว่า มันก็จริง  จากการพูดคุยกันครั้งล่าสุดของเราก็ได้ จนในที่สุดเขาก็พูดออกมา แซมบอกว่าเขาก็อยากให้ชั้นพูดถูกเกี่ยวกับ ชายหาดหรือผู้ฟื้นคืน (repatriate)  Thath มักจะชื่นชมตอนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ตอนที่ชั้นนั่งฟังเรื่องราวของเขา

จากนั้น ... และจากนั้น เขาก็ดึงเข็มฉีดยาออกมา เขายังคงดูนิ่งๆ แต่ในจุดนั้นชั้นว่าชั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แซมบอกว่า เขาไม่ได้คิดมากอะไรหรอก และเขาจะพิสูจน์ให้ดู จากนั้นเขาก็ติดเข็มฉีดไว้ที่หน้าอกของเขา

มันเกิดขึ้นเร็วมาก ในขณะที่ชั้นได้แต่นั่งตัวแข็งอยู่กับเก้าอี้ ขณะที่เขากำลังชักแล้วตกลงมาจากที่นั่งของเขา ชั้นรีบวิ่งไปหาเขาในขณะที่เขานอนอยู่บนพื้น ชั้นพยายามจะเอาเข็มฉีดยาออกจากหน้าอก แต่มันก็สายเกินไป ฉันนั่งอยู่ใกล้ๆเขา ตอนนั้นเวลาเหมือนจะผ่านไปนานมาก  ... แต่แล้วเขาก็ลืมตาขึ้น เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมทั้งยังมีรอยมือใหม่ๆทาบลงบนแขนของเขาเพิ่มขึ้นมาอีกรอย มีทาบบนแขนของเขาอีกอันหนึ่งอันใหม่ เหมือนกับที่เขาเคยบอกกับชั้นก่อนหน้านี้

“ ผมคือผู้ฟื้นคืน (repatriate)” เขาบอกแบบนี้ "ทุกครั้งที่ผมตายผมติดอยู่ที่ตะเข็บซึ่งเป็นพื้นที่ระหว่างความเป็นและความตายนั้น จากนั้นก็กลับมา" ตอนนี้เขากำลังมองตาชั้นเหมือนแทนคำพูดมากมายที่เขาอยากพูดออกมา  "โลกนั้นไม่มีใครเลย ผมจะเป็นอิสระ แม้จะแค่ชั่วคราว เมื่อผมอยู่กับเธอ อยู่กับ Amelie ... "

มีน้ำตาไหลออกมาจากตาเขา เขาดูโดดเดี่ยวมากเลย  แล้ว... ชั้นก็เริ่มร้องไห้ตาม ชั้นจับมือเขาไว้โดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ไม่ดึงมือกลับ ชั้นบีบเขาแล้วเขาก็บีบกลับ

เขาต้องการใครสักคนที่เขาสามารถใกล้ชิดสนิทสนมได้ คนภายนอกที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ Bridget หรือ Amelie  ใครบางคนที่เขาสามารถเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดของตัวเอง ใครบางคนที่ใส่ใจ เอาใจใส่เขา

ชั้นไง

ชั้นจำไม่ได้ว่าพูดอะไรออกไป แต่ชั้นจำได้ว่าเขาพยักหน้า แล้วยิ้ม และรอยยิ้มนั่นก็เป็นสิ่งที่เราใช้ยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกันมานาน แสนนาน


                                   เรื่อง – Report #8
                     บันทึกเมื่อ Unknown ที่ Unknown
                                โดย – Lucy Strand
             ได้จาก Order 333 (from Doctor ถึง Heartman)

ไม่กี่วันหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นในสำนักงานของชั้น ชั้นเขียนใบลาออกในทันที ซึ่งมันเป็นกรณีคลาสสิก countertransference หรือการที่นักจิตบำบัดมีอารมณ์ ความรู้สึก และปฏิกิริยาต่อผู้ป่วย เสมือนหนึ่งว่า ผู้ป่วย เป็นบุคคลสำคัญในอดีตของนักจิตบำบัดเอง

เมื่อใดที่นักจิตบำบัดเริ่มมีส่วนร่วมทางอารมณ์กับคนไข้ของตัวเอง ไม่มีทางที่จะความภาคภูมิใจในวิชาชีพของชั้นจะอนุญาตให้ฉันทำงานต่อไปได้อีก แน่นอนชั้นรู้สึกผิด และจะมีปัญหาอื่นตามมาทั้งการขาดแคลนนักบำบัดและคนไข้ของชั้นหลายคนจะต้องดิ้นรนเพื่อขอความช่วยเหลือจากนักจิตบำบัดคนอื่น แต่หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับแซม ชั้นไม่เห็นตัวเลือกอื่นเลยจริงๆ

พูดตามตรงชั้นได้ทำใจแล้ว อะไรก็ตามที่ชั้นทำเพื่อแซมถือว่าชดเชยให้ ปกติแล้วชั้นจะไม่ใช้คำนี้ แต่ชั้นเชื่อว่า อาการของโรคกลัวการถูกสัมผัส (Aphenphosmphobia) ของแซมจะต้องมีทางรักษาให้หายได้ ซึ่งเขาแสดงให้เห็นว่าอาการเขาดีขึ้นมากหากปราศจากประสบการณ์ที่บอบช้ำทางจิตใจอย่างแสนสาหัส แต่ ชั้นเดาว่าอาการของเขาจะกลับมากำเริบอีกแน่

ชั้นแปลกใจที่ท่านประธานาธิบดีไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กับความสัมพันธ์ของเรา ถ้าเธอโอเคกับทุกอย่างจริงๆ ชั้นคิดว่านี่หมายความว่าชั้นจะได้เข้าเป็นหนึ่งในครอบครัว Strand พร้อมกับชีวิตใหม่ที่กำลังเติบโตภายในตัวชั้น ...


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
                                  
                                  Report #9 – 12 

ได้หลังจบเกม และไม่มีเงื่อนไขการปลดล็อกตายตัว ต้องใช้การส่งของพร้อมกันจำนวนมาแล้วจะค่อยๆปลดล็อกออกมาเอง 

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ก่อนจะสำรวจ Delivery terminal เพื่อเริ่มงานของ Heartman ให้เข้าพักผ่อนใน Private Room ที่ Mountain Knot City



 แล้วเข้าไปเช็ค E-mail จะได้รับเมลจาก Peter Englert เพื่อจ้างให้ Sam ไปส่งฟิซซ่าให้เขาอีกครั้ง 


                                        [Order No. 57] 

        (URGENT) Fresh Pizza Delivery: Peter Englert (4)



ภารกิจนี้คือการส่งพิซซ่าด่วนไปที่ Personal Shelter S23-84 ของ Peter Englert ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของ Preppers Station S23-21 ของ Craftsman เหมือนเดิม ซึ่งครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจของคุณ Peter Englert ลูกค้าปริศนาต่อฝีมือการนำส่งที่รวดเร็วของแซม เขาจึงใช้บริการแซมอีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการนำส่งฟิซซ่ามาให้พ่อของเขาที่กำลังจะตายเลยอยากกินฟิซซ่าของโปรดเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต ทำให้แซมต้องออกไปส่งฟิซซ่าให้เขาอีกครั้ง โดยเป็นการส่งด่วนแบบปกติธรรมดาแค่ระวังการจัดวางกล้องสินค้าให้วางในแนวราบไม่ตั้งตรงหรือคว่ำหน้าก็แค่นั้น


ซึ่งเมื่อนำส่งพิซซ่าที่ Delivery Terminal เรียบร้อยแล้วก็พบแต่เสียงตอบรับคำขอบคุณจาก Peter Englert เท่านั้น แต่ไม่เห็นตัวตนของเขาเหมือนเดิม


สำรวจ Delivery terminal ที่ Heartmans Lab จะพบภารกิจที่เพิ่มเข้ามา คือ 
 [Order No. 58] Anti-chiralium Medication Delivery: Geologist
 [Order No. 59] Antimatter Bomb Delivery: Paleontologist


                                    [Order No. 58] 

          Anti-chiralium Medication Delivery: Geologist



Die – Hardman – นักธรณีวิทยาของเราได้ศึกษาฟอสซิลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่เกี่ยวกับการสูญพันธุ์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาก็ได้ออกไปข้างนอกนั่นเพื่อทำการขุดค้นได้ซักพักแล้ว แต่ในขณะนี้กำลังเริ่มได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนของสสาร Chiral ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผลของการได้รับ Chiralium มากเกินไปในระหว่างการขุดจะเป็นยังไง จนกว่าไซต์งานของเขาจะมีระดับการปนเปื้อนที่เหมาะสม เขาก็คงยังทำงานต่อไม่ได้ แถมสุขภาพของเขาจะยิ่งแย่ลงด้วย
เราจึงต้องการให้คุณนำส่ง สารบำบัดและทำความสะอาด Chiralium (Chiralium scrubbing agent) ไปให้เขา 



Heartman – สตราตัมทีมกำลังตรวจสอบวันเวลาจากช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียส เวลาของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ทำให้อาณาจักรไดโนเสาร์สิ้นสุดลง ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเล็ก ๆ ได้รับช่วงต่อมรดกของโลกแทน มันคือปรากฎการณ์ครั้งล่าสุดของ Big Five และเป็นหนึ่งในการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยพบมา จะยังไงก็เถอะ ทีมงานเราก็พบหลักฐานบางอย่างที่เป็นข้อเท็จจริงที่น่าทึ่งมากๆ เดาสิว่าอะไร มันคือ Fossil Beach ซึ่งถ้านั่นเป็นความจริง เขาก็ได้ทำการค้นพบอันยิ่งใหญ่เลยล่ะ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่คุณต้องนำส่ง Chiralium scrubbing agent นั่นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้


เป้าหมายของภารกิจนี้คือการนำส่ง Anti – Chiralium Medication จำนวน 8 ชิ้น ไปยัง Prepper Shelter S41-19 [The Geologist] ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ Heartman Lab


ระหว่างเส้นทางนั้นต้องเจอทั้งพายุ Snow Timefall และอณาเขตของพวก BT ซึ่งในกลุ่มของพวก BT จะมี BT ที่มีคุณลักษณ์ใหม่เป็นสีส้มแดงที่ทนทานต่อการยิงทำลายด้วยอาวุธ Anti BT การจะจัดการมันมีเพียงการลอบไปตัดสายเชื่อมต่อของมันเท่านั้น เมื่อผ่านเขต BT ท่ามกลางพายุหิมะ Timefall ลงใต้มาจนถึงจุดเป้าหมายของภารกิจ ก็จะพบ Prepper Shelter S41-19 ที่พักของนักธรณีวิทยา [The Geologist]


                            Prepper Shelter S41-19 [The Geologist]



The Geologist – Sam Bridges ใช่มั๊ยครับ โอ้ ขอบคุณพระเจ้า ผมกำลังกลัวว่าคุณจะมาถึงที่นี่ไม่ทันเวลาอยู่พอดี ผมไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลยนอกจากคิดว่ากลัวคุณจะมาช้า คิดมากจนหลอนจนเหนื่อยจนไม่อยากจะคิดแล้ว จนสุดท้ายก็ปล่อยวางได้ ได้แต่คิดว่า โชคดีที่ผมไม่ได้ปนเปื้อนสสาร Chiral เลย ดีนะที่ไม่ถึงฆ่าตัวตายไปซะก่อน ตายไปก็ไม่ได้อะไร เพราะงานวิจัยผมใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้วด้วย คุณไม่ใช่แค่ช่วยชีวิตผมนะ แต่คุณช่วยให้งานของผมได้ก้าวหน้าต่อได้ด้วย ...ผมขอดูของหน่อยนะ ..ว้าว ผมเริ่มจะสงสัยแล้วว่านานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้เห็นยาพวกนี้ นานจนลืมไปหมดแล้ว เดาว่าคุณคงเป็นมือหนึ่งในงานที่คุณทำแน่นอนเลยใช่มั๊ยล่ะ ห๊ะ? ขอบคุณครับ  ...โอ้ ใช่ เกือบลืม เอาล่ะ ถ้าคุณต้องการจะเชื่อมต่ออกับผมก็เป็นเกรียติอย่างยิ่งเลยล่ะครับ  


                          Prepper Shelter S41-19 - เชื่อมต่อแล้ว 


                           The Geologist - - เข้าร่วม UCA 

+ เพิ่มเติมไอเทมใหม่ที่สามารถสร้างได้ใน Delivery terminals
- Climbing Anchor LV2
+ ข้อมูลการสัมภาษณ์ใหม่
- interview with The Geologist


                 รางวัลที่ได้จากการปลดล็อก Connection Level ของ The Geologist 

1 ดาว – Climbing Anchor Lv 2 / High Density Ceramics
2 ดาว – NO
3 ดาว – เพิ่มค่า Chiral Bandwidth, สามารถเปลี่ยนสี Mars Red  ให้กับ Ludens Mask และ Backpack ของแซมได้ 
4 ดาว - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , The Geologist Hologram
5 ดาว –เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้สูงขึ้น , สามารถเปลี่ยนสี Mars Red  ให้กับหมวกของแซมได้


The Geologist – ง่ายๆแบบนี้แหละ ไม่ต้องคิดอะไรมากมาย ผมเป็นส่วนนึงของ UCA ก็เท่ากับได้มีโอกาสการเข้าถึงขุมทรัพย์ข้อมูลการวิจัยทางประวัติศาสตร์มากมาย ที่นี้การศึกษา Fossil beach ก็จะได้ก้าวหน้าซะที คิดดูสิถ้าสมมติว่าถ้าผมสามารถพิสูจน์ได้ขึ้นมาจริงๆว่าสิ่งนั้นมันคืออะไร บอกตรงๆผมนี่โคตรจะตื่นเต้นเลยที่จะได้แชร์ข้อมูลที่ผมได้พบให้คนอื่นๆได้รับรู้ 
คุณเชื่อไหมว่าผมพบตะกอนของสสาร Chiral เมื่อหกสิบห้าล้านปีในชั้นดินที่ลึกลงไป ซึ่งมันเป็นหลักฐานว่าปรากฎการ Death Stranding นั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคดึกดำบรรพ์



Heartman –  สสาร Chiral นั้นมีอยู่บนโลกมานานก่อนยุคทองของมนุษย์ รายละเอียดของชั้นดินนี้เป็นข้อพิสูจน์ได้ดี  ดูนี่สิแซม คุณเห็นรอยแยกสิดำนี่มั๊ย? เราเชื่อว่านี่คือข้อมูลซึ่งเป็นค่าของ Chiralium ที่สามารถอ่านได้ ในอดีตที่ผ่านมาแผ่นดินไหวทำให้เกิดการเสียดสีตามแนวรอยเลื่อนทำให้เกิดชั้นดินประเภทนึงขึ้นมา ที่เราเรียกกันว่า ซูโดทาชีไลต์ (Pseudotachylite) หรือ Fossil earthquakes เมื่อขยายหลักการนี้ออกไป ก็คือ รอยแยกของเราที่นี่คือสิ่งที่ใคร ๆ อาจเรียกว่าหาดฟอสซิล (Fossil Beach) การมีอยู่ของ Chiralium ในชั้นรอยเลื่อนนี้ไม่สามารถเป็นเรื่องบังเอิญได้หรอก มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเลยว่า ชายหาดจะต้องปรากฏตัวขึ้นในช่วง เหตุการณ์การสูญพันธุ์ยุคครีเทเชียส–พาลีโอจีน (Cretaceous–Paleogene extinction event) และไม่ใช่แค่นั้น เครือข่าย Chiral ที่ได้กู้คืนมาแล้วนั้น ทำให้เราได้ข้อมูลที่บอกว่า ชายหาดฟอสซิล (Fossil Beach)  ที่คล้ายกันถูกค้นพบในชั้นดินที่สอดคล้องกับเหตุการณ์การสูญพันธุ์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน นั่นเหมือนจะบ่งบอกถึง Big Five และการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่อื่น ๆ มี ชายหาด เกี่ยวข้องอยู่ด้วย ด้วยการขยายเครือข่าย Chiral ของคุณั้น ช่วยให้เรามองเห็นรูปแบบในภาพรวมของข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ได้ชัดเจนมากขึ้น คุณได้ช่วยให้โครงการวิจัยส่วนบุคคลของเราเดินหน้าต่อไปได้ และทำให้เรามั่นใจว่า เราจะกู้คืนสิ่งที่เราได้สูญเสียไปและเปิดเผยความลึกลับทุกอย่างที่ยังค้างคาอยู่ได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ทำมันต่อให้เสร็จนะแซม ช่วยเปิดเผยความลับที่เราต้องการรู้ที่สุดด้วย 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


                                      Interview data 



                        เรื่อง – interview with The Geologist
                   บันทึกเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ Prepper Shelter S41-19
                           โดย – Unknown The Geologist

ผมจำได้ว่าก่อนที่ผมจะเข้าร่วมการสำรวจ ผมเจอเอกสารเหล่านั้นที่ Bridges HQ เอกสารการวิจัยที่ถูกบันทึกเอาไว้ก่อนเกิดปรากฎการณ์ Death Stranding...

ผู้คนเคยเชื่อว่าไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปในช่วงสิ้นยุคครีเทเชียสเมื่อหกสิบห้าล้านปีก่อน แต่เมื่อมีสำรวจสถานที่ต่าง ๆ ที่พบฟอสซิลไดโนเสาร์ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ที่ทำให้พบข้อสรุปที่น่าตกใจว่า มันมีหลักฐานแทบทุกที่ในโลกที่รองรับทฤษฎีที่ว่ามีไดโนเสาร์บางส่วนรอดชีวิตมาได้จนถึงปลายยุคครีเทเชียส กล่าวอีกนัยนึง พวกมันเกือบทั้งหมดถูกลบหายออกไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว

สถานที่เดียวที่มีฟอสซิลที่สนับสนุนทฤษฎีดั้งเดิมอยู่ที่อเมริกาเหนือ ซึ่งการระบุไว้ว่า ที่นี่เป็นสถานที่สุดท้ายของโลกที่มีไดโนเสาร์อาศัยอยู่ ในตอนนั้นไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับการวิเคราะห์นี้ แต่สมมติว่าเขาพูดถูก นั่นหมายความว่าที่นี่ต้องมีหลักฐานการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ซ่อนอยู่ใต้เท้าของเรา หลักฐานที่ล้ำค่าทีจะสามารถพิสูจน์และทำความเข้าใจในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ไดโนเสาร์ที่รอดชีวิตอยู่จนมาอาศัยอยู่ที่นี่เป็นที่สุดท้ายมันแค่โชคดีงั้นหรอ? หรือมีอะไรพิเศษเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ที่ทำให้พวกมันมีชีวิตรอด?

ผมชอบที่จะขุดลึกไปยังก้นบึ้งของมัน  แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจเพราะผมไม่ใช่คนที่มีความอดทนมุ่งมั่นอะไรขนาดนั้น ผมไม่เหมือน Heartman ผมไม่มีความสามารถของ DOOMS หรือเป็นคนพิเศษที่โดดเด่นอะไร ผมแค่อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์ ผมอยากจะค้นคว้าเกี่ยวกับปรากฎการณ์ Death Stranding เพื่อช่วยเปิดเผยความจริงที่อยู่เบื้องหลัง นั่นเป็นเหตุผลที่ผมเข้าร่วมกับทีมสำรวจหลังจากเริ่มป่วย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                   Shelter S41-46 [The Veteran Porter] 



               

ทางตะวันออกของ The Geologist จะมี Prepper Shelter S41-46 [The Veteran Porter] ตั้งอยู่ตรงริมเขาฝั่งตะวันออกติดกับพื้นที่ของ Timefall fram ที่ตอนนี้ปลดล็อกให้สามารถเข้าไปติดต่อได้แล้ว


โดยในช่วงนี้จะเริ่มพบ Lost Cargo ของ The Veteran Porter ตกหล่นอยู่ตามที่ต่างๆบ้างแล้ว เมื่อเก็บได้และนำไปส่งคืนให้เขา ก็จะเป็นปลดล็อกการทำความรู้จักเพื่อเริ่มทำภารกิจต่างๆใน Standad Order ของ The Veteran Porter


ซึ่งการอัพระดับ Connection Level ของ The Veteran Porter นั้นก็ขึ้นยากมากพอๆกับ First Prepper โดยต้องการใส่การทำ Standad Order ให้เขาไปเรื่อยๆ สลับกับรับ Order จากที่ต่างๆที่ส่งมาให้เขา เก็บ Lost Cargo มาให้ และพยายามเปิด Mail ของ The Veteran Porter ทุกครั้งที่ส่งมา


                รางวัลที่ได้จากการปลดล็อก Connection Level ของ The Veteran Porter

1 ดาว – Backpack Accessory: Porter / เพิ่มเติมสี Omnireflector ของยานพาหนะ
2 ดาว – NO
3 ดาว – เพิ่มค่า Chiral Bandwidth, Veteran Porter "Encouraging" Hologram,
4 ดาว - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , Veteran Porter "On a Delivery" Hologram
5. - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , Veteran Porter "Kung Fu" Hologram

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำรวจ Delivery terminal ที่ Heartmans Lab เลือกทำภารกิจ 
[Order No. 59] Antimatter Bomb Delivery: Paleontologist


Die – Hardman –  ฟังนะแซม สิ่งของที่คุณต้องขนส่งในครั้งนี้มันคือ ระเบิดปฏิสสาร (Anti matter Bomb) บรรพชีวินวิทยา ของ Bridges ที่กำลังทำงานอยู่ในพื้นที่ของการขุดค้นกำลังต้องการมัน เห็นได้ชัดว่าฟอสซิลที่เขาต้องการศึกษานั้นถูกฝังอยู่ใต้ใต้น้ำมันดินและวิธีเดียวที่เขาจะเข้าถึงพวกมันคือการระเบิดมันออกมา เอาล่ะ ปกติผมคงจะไม่ต้องมาบอกคุณหรอกนะว่าต้องระมัดระวังในการขนส่งมันแค่ไหน แต่ในกรณีนี้คงต้องบอกต้องย้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าระเบิดนั่นต้องไม่บุบสลายไม่ว่าจะในกรณีไหนทั้งนั้น 


                                                [Order No. 59] 

                     Antimatter Bomb Delivery: Paleontologist



ภารกิจนี้คือการนำส่ง ระเบิดปฏิสสาร (Anti matter Bomb) น้ำหนัก 80 ก.ก จาก Heartmans Lab ไปยัง Prepper Shelter S41-22 ซึ่งเป็นที่พักของ นักบรรพชีวินวิทยา [The Paleontologist] ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้


หากต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการเดินทางต้องสร้าง zipline เชื่อมต่อจาก Heartmans Lab มายัง The Geologist แล้วเชื่อมต่อไปทางตะวันตกต่อจนสถานที่เป้าหมายที่ Prepper Shelter S41-22 ของ นักบรรพชีวินวิทยา [The Paleontologist]


                       Prepper Shelter S41-22 [The Paleontologist]



The Paleontologist – ซึ้งใจมากเลยพวก ที่นี้พวกเราก็ขุดกันต่อได้แล้ว สาบานเลยว่าสถานการณ์ของที่นี่ก็เลวร้ายพอๆกับเรื่องที่เรากำลังกังวลเรื่องการขาดอากาศหายใจนั่นแหละ คุณทำได้ดีมากเลย บอกตรงๆผมนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าคุณทำแบบนี้ได้ยังไง คุณจะเซ็ตอัพระบบเครือข่าย Chiral network เลยก็ได้นะ 



                            Prepper Shelter S41- 22 - เชื่อมต่อแล้ว 


                        The Paleontologist - - เข้าร่วม UCA 


+ เพิ่มเติมไอเทมใหม่ที่สามารถสร้างได้ใน Delivery terminals
- Hematic Grenade LV2
- Oxygen Mask


หน้ากากออกซิเจน ใส่เพื่อเพิ่มออกซิเจนในการหายใจระหว่างเดินทาง จะช่วยทำให้เกจ Stamina ลดช้าลงทำให้เหนื่อยยากขึ้น และสามารถป้องกันแก๊ซพิษได้ ** เสียพลังงานแบตเตอร์รี่ในการใช้งาน **


              รางวัลที่ได้จากการปลดล็อก Connection Level ของ The Paleontologist

เริ่มเชื่อมต่อ - 1 ดาว – Oxygen Mask, Hematic Grenade Lv 2 , Lightweight Special Alloys
2 ดาว – NO
3 ดาว – เพิ่มค่า Chiral Bandwidth, สามารถเปลี่ยนสี Volcano Orange ให้ Ludens Mask และ Backpack ได้
4 ดาว - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , Paleontologist Hologram, สามารถเปลี่ยนสี Volcano Orange ให้กับหมวกของแซมได้
5. - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , สามารถเปลี่ยนสี Volcano Orange ให้กับแว่นกันแดดของแซมได้

+ ข้อมูลการสัมภาษณ์ใหม่
- interview with The Paleontologist

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                    Interview data 



                    เรื่อง – interview with The Paleontologist
                 บันทึกเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ Prepper Shelter S41-22
                            โดย – The Paleontologist


นับตั้งแต่ยุคสมัยที่รูปแบบแรกของชีวิตแรกได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้ โลกก็รับรู้และได้เห็นเหตุการณ์การสูญพันธุ์มาแล้วมากมายหลายครั้ง และไม่ต้องสงสัยเลยว่าครั้งที่สำคัญที่สุดนั้นเรารู้จักกันดีในชื่อ “Big Five."

ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของยุค Ordovician ครั้งต่อไปต่อไปเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของยุค Devonian ได้ทำให้สิ่งมีชีวิตทางทะเลต้องสูญพันธ์เกือบทั้งหมด แต่การสูญพันธุ์ครั้งที่สามเกิดขึ้นตอนสิ้นสุดยุค Permian ประมาณสองร้อยห้าสิบล้านปีที่แล้ว เป็นอะไรที่เลวร้ายกว่านั้น มันทำให้ 96% ของสิ่งมีชีวิตทางทะเลและ 70% ของสิ่งมีชีวิตบนบกต้องสูญพันธ์ทั้งหมด

 การสูญพันธุ์ครั้งที่ 4 สิ้นสุดลงด้วยการสูญเสียสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ แม้ว่าไดโนเสาร์จะสามารถยืนหยัดใช้ชีวิตอยู่มาอย่างยาวนานก็สูญพันธ์ไปจนหมดเมื่อครั้งที่ 5 มาถึงตอนปลายยุค Cretaceous เมื่อ 65 ล้านปีก่อน มนุษย์เราวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กซึ่งสามารถอยู่รอดจากภัยพิบัตินั้นได้ การสูญพันธุ์ทั้งห้านี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สายพันธุ์ที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็จะต้องสูญสิ้นไป ในขณะที่สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมก็จะมีการพัฒนาและเจริญเติบโตต่อไปได้

หลักฐานจากบันทึกที่นำไปสู่ปรากฎการณ์ Death Stranding ระบุว่า นักวิชาการหลายคนเชื่อว่าการสูญพันธุ์ครั้งที่หกกำลังจะมา หรืออาจจะเริ่มขึ้นแล้ว ซึ่งมันมีบางสิ่งที่สอดคล้องกันกับเหตุการณ์ทั้ง 5 ที่ผ่านมา การทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษยชาติ สิ่งนี้เหมือนเป็นการส่งเสียงเตือนให้โลกรู้ว่าต้องเดิทพันด้วยอะไร ในเวลานั้นเหล่าผู้มีปัญญาที่สุดในยุคนั้นเชื่อว่า หากระบบนิเวศสามารถรักษาไว้ได้และหากมนุษยชาติสามารถเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ก็จะสามารถรักษาอนาคตของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลกไว้ได้ แต่นั่นมันตอนนั้น เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน

หากปรากฏการณ์ที่เรากำลังประสบอยู่นี้เป็นการสูญพันธุ์ครั้งที่ 6 จริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าครั้งนี้ มีมนุษยชาติเป็นเป้าหมายหลักของการสูญพันธ์  หรือว่านี่เป็นการลงโทษสำหรับการกระทำผิดของเรา? ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคิดว่าเราก็คงทำอะไรไม่ได้มาก หรืออาจถึงขั้นหมดสิ้นหนทางสำหรับมนุษยชาติแล้วก็ได้ อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ยอมแพ้หรอก ผมจะพยายามค้นหาความหวังจากสถานการณ์ที่ยากลำบากของเราให้ได้ ...


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


The Paleontologist – เอาล่ะ ได้เชื่อมต่อกันซักที ... Sam Bridges ผมมีอะไรจะถามหน่อย คือ มี Porter ในพื้นที่มากมายที่เดินทางมาที่นี่พร้อมสินค้าที่มีค่า แต่ก็ต้องยอมทิ้งไปในระหว่างทาง ...มันคือแอมโมไนต์อายุสองร้อยล้านปีเลยนะ เขาบอกว่า อย่างกับมันยังมีชีวิตอยู่งั้นแหละ เขาสะดุดมันในทุ่งหินก่อนหน้านี้ซึ่งจริงๆมันเคยถูกซ่อนอยู่ใต้ธารน้ำแข็ง ไม่ใช่แค่นั้นนะ เขายังอ้างว่าแอมโมไนต์ตัวนี้มีสายสะดือด้วย มีสายสะดือเนี่ยนะ !! ตลกแล้ว แต่มันก็เป็นตัวอย่างสำหรับใช้ศึกษาได้ดี และผมก็ไม่อยากทิ้งงานที่ละเอียดอ่อนนี้ให้กับพวกมือสมัครเล่นดังนั้นผมจึงขอให้เขาแกะหินก้อนใหญ่ๆที่ล้อมรอบมันออกให้แล้วนำแอมโมไนต์นั่นมาให้ผม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติเพราะผมต้องการเอามาเปรียบเทียบกับตัวอย่างใหม่ในบริเวณใกล้เคียง นี่คือเหตุผลที่ผมบอกให้เขาขุดหาตัวอย่างอื่นที่นอกเหนือจากอันที่เขาบอกผมติดมาด้วย แล้วรู้มั๊ยไอ้ไง่นั่นมันทำยังไง ผมทำตัวอย่างทดลองที่มีค่าของผมตกหายหมดเลย โชคดีที่มันยังมีความฉลาดอยู่บ้างที่ติดตัวติดตามตำแหน่งที่กล่องใส่ แอมโมไนต์ตัวนี้มีสายสะดือนั่นเอาไว้ ทำให้รู้ว่าสินค้าหายไปในบริเวณทางตะวันตกเฉียงใต้ของที่นี่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีก๊าซพิษพุ่งขึ้นมาด้วย คุณ Reliable อ้างว่าตัวสแกนหาสินค้าของเขาเสียเลยไม่สามารถเก็บกู้กลับมาได้ แต่คุณ คุณต้องแกะรอยหามันจนเจอได้แน่นอน และเพื่อความปลอดภัยของคุณ เดี๋ยวผมจะให้หน้ากากออกซิเจนให้คุณไปไว้ใช้ด้วย คุณพร้อมเมื่อไหร่ก็รับ Order ก็แล้วกัน 



Heartmans - มันอาจจะเป็นฟอสซิลที่นำมาซึ่งการค้นพบของยุคเลยก็ได้ ปกติเราจะเจอพวกปลา วิวิพารัส (viviparous fish) ปลาที่ออกลูกเป็นตัว แต่ แอมโมไนต์ที่มีสายสะดือไม่เคยได้ยินมาก่อน และถ้าหากมันมีอายุ 200 ล้านปีจริงก็จะต้องเป็นช่วงสิ้นสุดยุคไทรแอสซิก หนึ่งในห้าของการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ของโลก หรือ สายสะดือนั่นเชื่อมต่อไปยังชายหาด ? เราถึงต้องทำทุกทางที่จะต้องเก็บกู้สินค้านั่นกลับคืนมาให้ได้ยังไงล่ะ มันอาจสามารถให้เบาะแสที่สำคัญเกี่ยวกับกลไกการเกิดปรากฎการณ์ Death Stranding ก็ได้ เราเข้าใกล้มากแล้ว ใกล้ที่จะได้คำตอบในสาเหตุที่แท้จริงของปรากฎการณ์นี้ได้แล้ว รีบหน่อยนะแซม เราไม่อยากให้ แอมโมไนต์ นั่นหายไปซะก่อน 



Paleontology หรือ บรรพชีวินวิทยา คือผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับซากดึกดำบรรพ์ โดยใช้วิชาที่ศึกษาลักษณะรูปร่าง ลักษณะความเป็นอยู่ และประวัติการวิวัฒนการของสิ่งมีชีวิต ได้แก่สัตว์และพืชในธรณีกาล โดยอาศัยข้อมูลหรือร่องรอยต่างๆ ของสัตว์และพืชนั้นๆที่ถูกเก็บบันทึกและรักษาไว้ในชั้นหิน จัดเป็นแขนงหนึ่งของวิชาธรณีวิทยา ที่อาศัยความรู้ทางชีววิทยาปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับหลักฐานที่ได้สภาพซากดึกดำบรรพ์ เพื่อให้เข้าใจสภาพแวดล้อมในอดีตในช่วงที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาศัยอยู่

สำรวจ Delivery terminal ที่ The Paleontologist เลือกทำภารกิจ 
[Order No. 60] Recovery: Ammonites

                                                  [Order No. 60] 

                              Recovery: Ammonites

ภารกิจนี้คือการเดินทางจาก The Paleontologist ไปยังพื้นที่เป้าหมายทางตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเก็บ Lost Cargo ที่ตกหล่นในบริเวณพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแก๊ซพิษ 5 ชิ้นกลับมาให้ The Paleontologist


 โดยจะได้ Oxygen Mask เป็นตัวช่วยป้องกันแก๊ซพิษขณะลงไปเก็บสินค้า ก่อนเข้าพื้นที่อย่าลืมเอา Climbing Anchor ติดตัวมาด้วยเพื่อความสะดวกในการโรยตัวจากหน้าผาลงมายังพื้นหลุม เมื่อเก็บไอเทมเป้าหมายมาจนครบ 5 ชิ้นแล้วก็นำเอากลับไปให้ The Paleontologist ได้เลย


The Paleontologist – ว้าว คุณหามันจนเจอจริงๆด้วย ไหนดูสิ ขอผมดูชัดๆหน่อย โอ้พระเจ้า มันถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ !! ขอบคุณนะที่นำมันกลับมาให้ผมในสภาพที่ดีเยี่ยมขนาดนี้แซม ..แล้วก็ใช่ มันคือ แอมโมไนต์ที่มีสายสะดือติดอยู่จริงๆด้วย ผมได้ส่งผลวิเคราะห์เบื้องต้นไปให้ Heartman ทางเครือข่ายเรียบร้อยแล้ว ที่น่าสนใจก็คือ ดูเหมือนว่าชั้นดินโดยรอบของมันมีร่องรอยของน้ำมันดินอยู่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีของเขาพอดีเลย แต่ยังไงก็เถอะ ผมรู้ว่าคุณเพิ่งเสร็จงานที่เอา แอมโมไนต์ มาให้ผมที่รี่ แต่ผมก็อยากจะให้คุณเดินทางไปหาเพื่อนร่วมงานของผม  นักชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ (Evo - devo biologist ) ล่าสุดเธอกำลังสนใจเรื่องของน้ำมันดินอยู่ นางต้องอยากจะตรวจสอบตัวอย่างนี้จนตัวสั่นแน่นอน 



Heartmans – มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆเลยแซม และนั่นก็ต้องให้เครดิตกับคุณเต็มๆเลย พูดให้ชัดๆก็คือ เธอกำลังเธอว่าน้ำมันดินเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ยังไงบ้าง ดังนั้นผมเลยถือโอกาสนี้ขอให้คุณช่วยเก็บตัวอย่างน้ำมันดินที่อยู่รอบๆที่อยู่ของเธอไปพร้อมๆกับนำส่ง แอมโมไนต์ ด้วยเลย เพราะมันจะอันตรายเกินไปถ้าให้เธอทำเอง ซึ่งงานวิจัยของเธออาจช่วยให้เราเข้าใกล้ความลับของปรากฎการณ์ Death Stranding ได้มากขึ้นอีก เราก้าวหน้าอย่างมากกับการกู้คืนข้อมูลจากเครือข่ายด้วยความช่วยเหลือจากคุณ และผมรู้ว่าเราสามารถที่จะทำให้มันสำเร็จได้มากขึ้นอีกแน่นอน 

+ ข้อมูลการสัมภาษณ์ใหม่
- Neanderthals Are Not Extinct
- Heartman’s Theory of Evolution
- Umbilical Cord in Devonian – Era Fossils

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                                         Interview data 



                      เรื่อง – Neanderthals Are Not Extinct
                      บันทึกเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ Bridges HQ
                                โดย – Heartman

ทั้งมนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthals) และ มนุษย์แบบพวกเรา (Homo sapiens) เชื่อกันว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันคือ มนุษย์หินจากเยอรมนี (Homo heidelbergensis) แต่มีความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสกุล มนุษย์ยุคหินโหดเหี้ยมและแข็งแรงเหมาะสำหรับการล่าสัตว์ขนาดใหญ่และอยู่รอดในสภาพอากาศที่เย็นกว่าในขณะที่ Homo sapiens มีลักษณะสูงโปร่ง สามารถล่าเหยื่อที่มีขนาดเล็กลงได้ แต่เมื่อพันปีผ่านไป Homo sapiens เรียนรู้ที่จะสร้างเครื่องมือและล่าสัตว์ร่วมกัน

มนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthals)  ผู้ที่มีสมองใหญ่กว่าสมองของมนุษย์ Homo sapiens แต่ก็เป็นเครื่องมือของพวกเขาเอง เมื่อเทียบกันจะค่อนข้างหยาบไม่สวยงามและด้อยพัฒนาอย่างน้อยๆก็กว่า 200,000 ปี อาจเป็นเพราะสิ่งมีชีวิตนี้ชอบความเรียบง่ายจึงสร้างครอบครัวเล็ก ๆ ดังนั้นแม้ว่าความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นมันก็ไม่น่าจะถูกแบ่งปันกับกลุ่มอื่น แต่การแยกตัวออกมาแบบนี้ดูเหมือนว่าจะนำพาพวกเขาไปสู่ความเสื่อมโทรมมากกว่าปัจจัยอื่นๆ ในขณะที่ Homo sapiens ที่มีความเลื่อมใสศาสนา ทำให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ผู้คนจำนวนมากสามารถถูกนำมารวมเข้าด้วยกันได้ไม่ยาก ความแข็งแกร่งของจำนวนทำให้ชุมชนของพวกเขามีความต้านทานต่อความอดอยากและภัยพิบัติอื่น ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่ง Homo sapiens เติบโตแข็งแกร่งผ่านการเชื่อมต่อระหว่างบุคคล ด้วยการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "สังคม"

หากเรายังคงอยู่ในสถานะที่แบ่งเขาแบ่งแยกเรามันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามัคคีและจะนำพาตัวเราไปสู่ชะตากรรมที่ไม่ต่างไปจากมนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthals)  เราจะลดจำนวนลงและล้มตาย ถูกแยกออกจากกันและโดดเดี่ยว แต่ประวัติศาสตร์ก็มีบทเรียนที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง  Homo sapiens ไม่ได้ดูถูกดูแคลนมนุษย์นีแอนเดอธัล (Neanderthals) ทั้งสองเผ่าพันธุ์ต่างก็ผสมกลมกลืนกันในบางโอกาส DNA ของเรายังคงรักษาร่องรอยของญาติในยุคโบราณของเราเอาไว้ได้ คุณจะเห็นได้ว่าในขณะที่สปีชีส์นั้นอาจสูญสิ้นไป แต่มรดกทางพันธุกรรมของมันอาจจะยังคงอยู่


                  เรื่อง – Heartman’s Theory of Evolution
                     บันทึกเมื่อ 1  ปีก่อน ที่ Bridges HQ
                                     โดย – Heartman

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกสามารถอธิบายได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่เกิดจากการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรมและสังคม (Conscious evolution) หลังจากที่สัตว์มีกระดูกสันหลังตัวแรกขึ้นมาจากมหาสมุทรสู่แผ่นดินใหญ่ จิตสำนึกของพวกมันก็เริ่มขยายออกเพื่อประมวลถึงวิธีที่จะปฎิบัติต่ออาณาจักรใหม่ที่อยู่ตรงหน้า

แต่การพัฒนาของพวกมันไม่ได้จบเพียงแค่นั้น ดวงตาที่อยู่ด้านข้างของพวกมันเริ่มขยับไปยังด้านหน้าของพวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้มองโลกได้มีมิติที่ชัดเจนขึ้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเริ่มรวมตัวเป็นกลุ่มเพื่อเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดของพวกมัน จนในที่สุดก็กลายเป็นชุมชนและสังคมที่ใหญ่ขึ้น และเพื่อที่จะรักษาโครงสร้างทางสังคมเหล่านี้มนุษย์จึงพัฒนาการรับรู้เรื่องเวลา เพื่อให้สังคมอยู่รอดนานกว่าชีวิตของแต่ละคน เราจึงรู้สึกไคร่รู้ถึงชีวิตหลังความตายและอนาคตที่เกินกว่าตัวเราจะคาดเดา ...

แต่ อนิจจา Death Stranding กลับมาคุกคามหมายที่จะล้มเลิกความก้าวหน้าทั้งหมดที่เราเคยมีมา เมื่อพิจารณาจากเครือข่าย chiral network รวมทั้ง ชายหาด ดินแดนที่ไม่มีเวลามาส่งผล หรือ พิจารณาจาก timefall พิจารณาเวลาที่ย่อยสลายตัวทุกสิ่งที่มันสัมผัส ความสำนึกเรื่องของเวลาของเราจะได้รับการฝึกฝนมานานนับล้านปีที่ตอนนี้ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงจะรับมือกับปรากฏการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ได้อย่างไร?

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็งตามที่สุภาษิตว่า เรากำลังถูกทำให้แยกจากกัน ค่อยๆถอยห่างจากกันและกันจนสูญเสียความเป็นสังคม ผมกำลังจะบอกต่อไปว่า แนวคิดเรื่องการสร้างความเป็นจริงทางสังคมของเรากำลังถูกคุกคาม พวกเขาจะทำอย่างนั้นได้ยังไงถ้าเรายังคงมีศัตรูที่มองไม่เห็นอย่างพวก BT ที่จะมายืนอยู่ต่อหน้าเราตอนไหนก็ไม่รู้? ปรากฎการณ์ Death Stranding ทำให้จิตใจของเราแปรปรวนในทุก ๆ ด้าน หากวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกนั้นคือการวิวัฒนาการของความรู้สึกความสำนักรับรู้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือการถดถอยอย่างปฏิเสธไม่ได้ใช่มั๊ย?

แต่ก็มีข้อยกเว้น แน่นอน ตอนนี้พวกเราบางคน“มีความตื่นรู้ ” ถึงความตายมากกว่าที่เคยเป็น นั่นคือสิ่งที่ DOOMS มอบให้เรา สำหรับผมการได้รับความสามารถของ Dooms นั้นไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ ผมชอบที่จะคิดว่ามันเป็นวิธีที่ผมได้รับ การมีสำนึกรับรู้ (consciousness) ในรูปแบบใหม่

นอกจากนี้ผมยังหวังและเชื่อว่าการรับรู้รูปแบบใหม่นี้คือไพ่ใบสำคัญอีกด้านนึงของมนุษยชาติในขณะที่เรากำลังพยายามหาทางเอาชนะปรากฎการณ์ Death Stranding ..


             เรื่อง – Umbilical Cord in Devonian – Era Fossils
                      บันทึกเมื่อ 3 เดือนก่อน ที่ Bridges HQ
                                     โดย – Heartman

บทความจากวารสารวิทยาศาสตร์เล่มเก่าได้นำความสนใจมาให้กับผมอย่างมาก มันถูกบันทึกไว้ก่อนที่จะเกิดปรากฎการณ์ Death Stranding มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้นพบฟอสซิลอายุ 380 ล้านปีซึ่งอยู่ในยุคดีโวเนียน (Devonian) มันเป็นซากดึกดำบรรพ์ของปลาและในครรภ์ของมันคือเด็ก .. เด็กที่เชื่อมต่อกับแม่ของมันด้วยสายสะดือ สุดยอดมั๊ยล่ะ ลืมเรื่องสายพันธุ์ไปได้เลย? materpiscis attenboroughi มันเป็นปลาที่สันนิษฐานกันว่ามีขากรรไกรที่พัฒนามาจากเหงือกเป็นครั้งแรก เป็นสัตว์ทะเลหุ้มเกราะชั้นสูงที่เคยอาศัยอยู่ในทะเลทั่วโลก แต่น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่สูญพันธ์ไปหมดแล้วในช่วงยุคดีโวเนียน (Devonian) ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 2 ของปรากฎการณ์ของการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ Big Five

อย่างที่คุณอาจทราบดีอยู่แล้ว จุดโฟกัสที่สำคัญอย่างหนึ่งของการวิจัยของผมคือ การเชื่อมโยงระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสายสะดือและการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เมื่อพื้นที่นี้เชื่อมต่อกับเครือข่าย chiral network ได้แล้วมันเป็นจึงเป็นความหวังของผมที่จะทำให้เราจะสามารถรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมที่จะช่วยให้เราเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างสายสะดือและปรากฎการณ์ Death Stranding

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สำรวจ Delivery terminal ที่ The Paleontologist เลือกทำภารกิจ 
[Order No. 61] Tar Extraction Device & Ammonite Delivery: Evo - devo biologist

                                [Order No. 61] 

Tar Extraction Device & Ammonite Delivery: Evo - devo biologist



ภารกิจนี้คือการนำส่ง Ammonite ไปยัง Prepper Shelter S41-24 ของนักชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ [The Evo-devo Biologist] ที่ตั้งอยู่เชิงเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของ The Paleontologist


แต่ระหว่างการนำส่งจะมีภารกิจเสริมที่ทาง Heartman ขอมา โดยต้องแวะเก็บ Tar Extracion Device ที่ตกอยู่ในบริเวณหอตรวจการณ์ภูเขาไฟร้าง (Old Volcano Observatory) ทั้ง 5 ชิ้นมาด้วย ซึ่งในพื้นที่ต้องเข้าไปเก็บนั้นเต็มไปด้วยพวก BT


เมื่อเก็บ Tar Extracion Device ทั้ง 5 ชิ้นจนครบแล้วก็ออกจากพื้นที่มุ่งสู่ Prepper Shelter S41-24 ของนักชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ [The Evo-devo Biologist] ที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือต่อได้เลย



              Prepper Shelter S41-24 [The Evo-devo Biologist]



"Evo Devo" (Evolutionary Developmental Biology) ชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ คือการนำเอาทฤษฎีวิวัฒนาการของ ดาร์วิน (Evolution) มาประกอบกับการศึกษาตัวอ่อนของสิ่งมีชีวิต หรือ "คัพภวิทยา" (Embryology) กลายเป็นศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า "Evo Devo" (Evolutionary Developmental Biology) หลักๆแล้ว นักชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ (Evo - devo biologist ) ก็คือผู้ที่ศึกษากระบวนการวิวัฒนาการความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลกเพื่อวิเคราะห์อะไรที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต



The Evo-devo Biologist – ชั้นประทับใจมากๆเลยนะแซม มีไม่กี่คนหรอกนะที่มีความมุ่งมั่นขนาดนี้ ชั้นขอดูของก่อนนะ ..... ไร้รอยขีดข่วน ตัวอย่างน้ำมันดินด้านในปลอดภัยดี คุณไม่ทำให้ชั้นผิดหวังจริงๆแซม  ..เอาล่ะ เชื่อมต่อชั้นกับ Chiral network ได้เลย งานวิจัยของชั้นจะได้เริ่มอย่างจริงจังซะที 


                              Prepper Shelter S41- 24 - เชื่อมต่อแล้ว 



                       The Evo-devo Biologist - - เข้าร่วม UCA 


+ เพิ่มเติมไอเทมใหม่ที่สามารถสร้างได้ใน Delivery terminals
- Grenade Launcher


                           GRENADE LAUNCHER & Multi – Rocket Launcher 

                                                        Ammo Type

Hematic Grenades (สีแดง) – กระสุน Anti – BT สำหรับใช้กับพวก BT
Grenades (สีส้ม) – กระสุนระเบิด ใช้กับมนุษย์ (ทำให้ตาย)ไม่มีผลกับ BT
Slip Grenades (สีม่วง) – กระสุนยางมะตอย ใช้กับมนุษย์ (ทำให้หยุดอยู่กับที่)ไม่มีผลกับ BT
Tranguilizer Grenades (สีฟ้า) – กระสุนยาสลบ ใช้กับมนุษย์ (ทำให้สลบ)ไม่มีผลกับ BT


+ ข้อมูลการสัมภาษณ์ใหม่
- interview with The Evo-devo Biologist
- Tar Bubbles up From the Beach



           รางวัลที่ได้จากการปลดล็อก Connection Level ของ The Evo-devo Biologist

เริ่มเชื่อมต่อ - 1 ดาว – Grenade Launcher Lv 1, High Density Chemicals
2 ดาว – NO
3 ดาว – เพิ่มค่า Chiral Bandwidth, สามารถเปลี่ยนสีแดงให้เลนท์ของ Ludens Mask ได้
4 ดาว - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , The Evo-devo Biologist Hologram, Multi-Rocket Launcher
5. - เพิ่มค่า Chiral Bandwidth ให้มากขึ้นอีก , สามารถเปลี่ยนสีแดงให้เลนท์ของแว่นกันแดดของแซมได้



The Evo-devo Biologist – ขอบคุณมากๆนะ ไม่ต้องบอกก็รู้ ชั้นเชื่อว่าน้ำมันดินมีความเกี่ยวข้องกันกับพวก BT และปรากฎการณ์ Death Stranding แน่นอน ท้ายที่สุด ทั้ง BT รวมทั้งฝน Timefall ล้วนเป็นตัวกำหนดคุณสมบัติของระบบนิเวศหลังเกิด Death Stranding การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างกะทันหันนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ผู้ที่ปรับตัวให้เข้ากับสิ่งเหล่านั้นโดยอาศัยการเพิ่มประสิทธิ์ภาพของ DNA ให้มากขึ้นทำให้สิ่งมีชีวิตนั้นๆมีความได้เปรียบ ปัจจัยทางพันธุกรรมคือกุญแจของการวิวัฒนาการ แต่ยีนพวกนั้นมีผลตรงกันข้าม ซึ่งเป็นข้อเสียของสิ่งมีชีวิต ... ปัจจัยของการสูญพันธ์ (Extinction factor) ตามที่เขาเรียกกัน มันเป็นได้ทั้งเมล็ดพันธุ์แห่งความก้าวหน้าและความล้าสมัย ปัจจัยดังกล่าวอาจแฝงตัวอยู่ในตัวเราทุกคน เป็นทางออกที่รอคอยให้เลือกทำสำหรับทุกชีวิตตั้งแต่กำเนิดขึ้นมา ถ้าเป็นเช่นนั้น หลักฐานที่เก่าแก่จากยุคโบราณอาจซ่อนอยู่ใต้น้ำมันดิน เป็นหลักฐานทางพันธุกรรมที่อาจช่วยนำทางเราในทางแยกมากมายที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ แต่ยังไงซะ ก็ต้องขอบคุณคุณมากๆ ตอนนี้ชั้นสามารถศึกษาองค์ประกอบของน้ำมันดินในรายละเอียดที่มากขึ้นได้แล้ว ชั้นมั่นใจเลยว่าอีกไม่นานชั้นจะเอาข้อมูลที่น่าสนใจที่วิจัยได้มาแบ่งปันให้คุณรู้แน่นอน 



Heartman – เยี่ยมมากแซม คุณเพิ่งทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับปรากฎการณ์ Death Stranding ให้ก้าวหน้าไปกว่าเดิมอย่างที่คุณคิดไม่ถึงเลยล่ะ แล้วก็ขอบคุณอีกครั้งนะที่เอาศพของ Mama มาส่งให้ รวมถึงเรื่องการส่ง ammonite ด้วย เอ่อ พูดถึงก็นึกคิดได้พอดี การวิเคราะห์สายสะดือของผมกำลังคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ผมกำลังเปรียบเทียบข้อมูลกับคลังเก็บข้อมูลของเราที่เพิ่งกู้คืนมาได้บางส่วน จะว่าอะไรมั๊ยถ้าจะกลับมาที่ห้องทดลองของผมอีกครั้ง? ขั้นตอนการรวบรวม Chiral relay ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว หากคุณสามารถรวบรวมวัสดุที่จำเป็นสำหรับงานซ่อมแซมฟื้นฟูแล้วนำมาให้ผมที่นี่ได้ผมจะขอบคุณมากๆเลย 

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

                                               Interview data 


          เรื่อง – interview with The Evo-devo Biologist
          บันทึกเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ Prepper Shelter S41- 24
                     โดย – The Evo-devo Biologist

ชั้นเกิดหลังจากปรากฎการณ์ Death Stranding ดังนั้นการรับรู้เกี่ยวกับโลกในอดีตของชั้นล้วนมาจาก เอกสาร ภาพถ่ายและวิดีโอทั้งหมด เราไม่เคยเห็นฝน timefall เลยสักครั้ง นอกจากฝนตกปรกติ ไม่มีเมฆ chiral เต็มที่ก็มีแค่การควบแน่นคือไอน้ำที่แขวนอยู่ในอากาศแล้วตกลงบนพื้นดิน และแน่นอนไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับน้ำมันดินเดือดขึ้นจากใต้ดินด้วย ส่วนใหญ่มนุษย์จะสามารถเดินทางไปได้ทุกที่แม้กระทั่งในอวกาศและเราก็ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของ ชายหาด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะมีผลกระทบยาวนานสำหรับทุกชีวิตบนโลกด้วยเหตุนี้จึงมีคนคิดว่าความสามารถของ Dooms อาจเป็นวิธีนึงของมนุษยชาติในการพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ชายหาดนั้นมีอยู่ภายในจิตสำนึกของทุกคนอยู่แล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบต่อทุกชีวิตในระดับพันธุกรรมใช่มั้ยล่ะ? นั่นคือเหตุผลที่ชั้นคิดที่จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมเหล่านั้น และสิ่งที่ชั้นเลือกที่จะตรวจสอบคือน้ำมันดินซึ่งมีอยู่ทุกพื้นที่เต็มไปหมดแต่กลับไม่มีใครสนใจ

คุณรู้มั๊ยว่ามีความเป็นไปได้มากที่เราจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการสูญพันธุ์ครั้งที่หกได้ เราจะกลายเป็นเพียงแค่จุดจบของวิวัฒนาการที่จะถูกทิ้งไว้ในไม่ช้า หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ อาจเป็นเหตุผลว่าคนที่มีความสามารถของ DOOMS ได้รับพรอันยิ่งใหญ่ในการรับรู้และเข้าใจในเรื่องของ ชายหาด มากขึ้น เป็นผู้สืบทอดของพวกเราที่จะมีชีวิตรอดแทนที่เรา ชั้นคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าอัปยศมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ชั้นมีปัญหาอะไรมากนักหรอก

งานวิจัยที่ชั้นทำไว้จะยังคงอยู่ และผู้ที่มีความสามารถของ DOOMS ก็จะมาพบสิ่งที่ชั้นทิ้งไว้ พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้สืบสายเลือดของชั้นด้วยเช่นกัน แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม สิ่งที่ชั้นกังวลก็คือ แม้ผู้ที่มีความสามารถของ DOOMS ก็ยังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ให้เห็นเลยว่าพวกเขาแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทนต่อการสูญพันธุ์ครั้งนี้ได้หรือเปล่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอนาคตของมวลมนุษยชาติก็คงถึงการอวสาน และแน่นอนว่าเราคงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอมรับมัน

แต่ยิ่งไปกว่านั้น คำถามนึงก็ปรากฏขึ้นมา ทำไม? ทำไมถึงไม่ได้ ทำไมต้องเป็นเช่นนี้ นั่นคือสิ่งที่ชั้นต้องการรู้มากกว่าสิ่งใด อย่างไรก็ตาม ชั้นสงสัยว่าไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ จะนึกถึงคำถามนี้บ้างหรือเปล่า ซึ่งชั้นกังวลกับคำถามนี้มากอาจเพราะนั่นเป็นลักษณะเฉพาะที่มีแต่ในมนุษย์เท่านั้น  แต่ใครจะรูู้ คำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้นี่แหละ อาจเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจและเอาชนะ ปรากฎการณ์ Death Stranding ก็ได้



                  เรื่อง – Tar Bubbles up From the Beach
               บันทึกเมื่อ 1 ปีก่อน ที่ Mountain Knot City 
                                โดย – Aaron Hill 

ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ ผมได้ยินมาว่าบริเวณนี้ค่อนข้างไม่ค่อยจะเวิร์คเท่าไหร่ นอกจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับฐานลับของผู้ก่อการร้ายลับหรืออะไรซักอย่าง ดังนั้นผมคิดว่าตอนนี้ผมอยู่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก แต่เมื่อผมและทีมมาถึงที่นี่ ... ใช่...มันแย่กว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย รู้สึกเหมือนว่า
มันเพิ่มขึ้นทุกๆวินาที คุณรู้มั๊ย

ผมจะบอกอะไรให้นะ ผมไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยตอนที่เห็นน้ำมันดินในพื้นที่ทางตะวันตก ผมสงสัยจริงๆเลยว่าAmelie และทีมของเธอผ่านพื้นที่นรกนี่ไปได้อย่างไร แต่มีคนบอกว่ามันไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นตอนที่พวกเขาออกเดินทาง

ผมออกเดินทางไปดูมันใกล้ๆ .. พระเจ้า นี่มันเหมือนกับอะไรซักอย่าง ถึงแม้จะไม่ได้ใช้เวลาดูมันนานมากแต่ก็ไม่อยากคิดเลยว่าเราต้อนนอนใกล้ๆกับไอ้สิ่งที่มันเดือดปุดๆนี่คืนนี้ บอกตามตรงว่า ผมรู้สึกเหมือนผมกำลังยืนอยู่ที่ขอบของโลก

เราไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับน้ำมันดินนอกจากรู้ว่ามันไม่ได้มีอยู่ก่อนหน้าที่เกิดปรากฎการณ์ Death Stranding เหมือนกับ timefall และ chiralium มีการคาดเดาว่าสิ่งเหล่านี้อาจเป็นผลพลอยได้จากชายหาด แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นแค่ทฤษฎีเท่านั้น

ตอนนี้ เรากำลังมีปัญหาเรื่องการจัดการกับมันในทางปฏิบัติ หนึ่งใน chiral relays ที่เราสร้างขึ้นนั้นไม่รู้จะพังตอนไหน มันเสี่ยงมากเพราะเรายังไม่มีกำลังคนที่จะย้ายมัน แต่เราควรจะรีบออกเดินทางครั้งที่สอง ท่ามกลางคำถามที่ว่า เราจะต้องรออีกนานแค่ไหน บางทีคุณอาจบอกช่วยบอกพวกเขาให้รีบดำเนินการซะทีถ้าคุณมีโอกาส


-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จากนั้น เดินทางกลับไปยัง Heartman’s Lab เพื่อเข้าไปคุยกับ Heartman ในห้องทำงานอีกครั้ง



Heartman – ขอบคุณที่มานะแซม หลังจากได้กู้ข้อมูลจากในอดีตของเราได้เพิ่มเติมทำให้เราเปิดเผยเบาะแสที่สำคัญได้เพิ่มมาอีกอย่าง  ... อ่อ ไม่ต้องห่วงนะ ผมเพิ่งกลับมา เรายังมีเวลาคุยกันอีกนาน  ...ตอนคุณเจอกับ Mama คุณรู้สึกถึงปฎิกิริยาระหว่างแอนติเจนและแอนติบอดี้ (antigen - antibody reaction) ที่รุนแรงใช่มั๊ย? 
** antigen - antibody reaction คือระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แอนติเจน (Antigen) เป็นโมเลกุลของโปรตีนที่เป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับร่างกาย และเป็นตัวที่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของสิ่งมีชีวิตตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดี (Antibody) ขึ้นมาเพื่อกำจัดแอนติเจนเหล่านั้น **
SAM –  รู้สึกเหมือนมีพวก BT อยู่ในห้องนั้นด้วย 
Heartman – จริงๆก็มีนั่นแหละ แต่มีบางสิ่งทำให้มันเกิดขึ้น 


Heartman – ผมพบสสาร chiral จำนวนมากในตัว Mama แล้วก็ไม่ใช่แบบปกติธรรมดาที่ติดอยู่บนผิวหนังหรือเสื้อผ้าของเรานะ แต่มันอยู่ในเซลล์ทั้งหมดของเธอ เซลล์ที่ไม่ทำงานแล้ว BT ตัวที่คุณเจอนั่นมันก็พิเศษมากๆ มันเป็นลูกของเธอ แต่ก็เป็นวิญญาณของเธอด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลบางประการ Ha กับ Ha ของเธอไม่ได้แยกกัน พวกเขายังคงเชื่อมต่อกันผ่านสายสะดือ
Heartman –  มันเป็นคำอธิบายที่ว่า ..
SAM –   เพราะงั้น ผมถึงไม่มีรอยช้ำตอนที่ที่เธอแตะต้องผม ใช่มั๊ย ?
Heartman –  ใช่แล้ว แต่ที่มากกว่านั้น 
------ อีก 10 วินาทีจะเกิดสภาวะหัวใจหยุดเต้น .. 5 – 4 – 3 – 2 – 1 …
Heartman – ผมปรับปรุงเรื่องเวลานิดหน่อย ทางหน่วยเหนือจะได้ไม่สามารถบันทึกการสนทนาของเราได้ยังไงล่ะ ... เอาล่ะ ผมมีข้อความจาก Deadman ที่ส่งมาพร้อมกับสายสะดือให้คุณฟัง 


Deadman – ไงแซม โทษทีนะ คุณควรจะรู้ว่าคุณนำส่งอะไรมา แต่ในกรณีนี้ ผมเกรงว่ามันจะเสี่ยงเกินไปถ้าจะให้ Die-Hardman รู้เรื่องนี้ด้วย ผมไม่มีทางเลือกเลยต้องทำอย่างไม่เป็นทางการ เรื่องนี้ขอให้รู้กันแค่พวกเราเท่านั้นนะเพราะยังไม่รู้ว่าจะเชื่อใจท่าน ผ.อ ได้รึเปล่า สายสะดือนั่นผมแอบนำมาจากร่างของ Bridget Strand อย่างลับๆ 



 Deadman – สายสะดือนั่นไม่ได้ติดอยู่กับทารกในครรภ์ แต่มันอยู่ภายนอกร่างกายของเธอ เธอเป็นขอให้ผมช่วยเก็บรักษามันเอาไว้ เธอบอกว่ามันอาจเป็นกุญแจที่จะไขความลับของ Death Stranding แต่เธอยืนกรานห้ามไม่ให้ผมบอก ผ.อ ผมก็เลยทำตาม สายสะดือนั่นไม่มีร่องรอยของการสลายตัวหรือการตายของเนื้อเยื่อเลย ทั้งหมดเหมือนกับถูกหยุดเวลาเอาไว้ ผมคิดว่า Heartman น่าจะเข้าใจถึงเรื่องนี้ผมก็เลยแอบใส่มากับศพของ Mama ตอนที่คุณขนสินค้ามาจาก Mountain knot city 


Heartman –  ข้อมูลของ Deadman นั้นตรงกันกับศพของ Mama เลย
SAM – คุณหมายความว่า ? …
Heartman –  ทั้งคู่ได้แบ่งปันคุณสมบัติพิเศษทางพันธุกรรมที่เป็นเอกลักษณ์มากต่อกัน พวกเขามี chiralium จำนวนมากในเซลล์เหมือนๆกัน สายสะดือของประธานาธิบดีสามารถเชื่อมต่อกับชายหาดไม่ทางใดก็ทางนึง และนั่นทำให้มันอยู่เหนือกาลเวลา ผมรวบรวมเอาไว้ในทฤษฎีเรื่องกระดูก แม้จะยังปะติดปะต่อไม่ได้สมบูรณ์นักแต่ก็คุ้มค่าที่จะแบ่งปัน คิดว่านะ



Heartman –  สิ่งมีชีวิตบนโลกได้รับความสูญเสียมากมายทั้งใหญ่และเล็กรวมทั้งบิ๊กไฟว์ และถ้าคุณตรวจสอบชั้นของโลก ในประวัติศาสตร์คุณจะพบตะกอนของ chiralium ที่สามารถระบุวันเวลาได้อย่างชัดเจน จะเป็นอย่างไรถ้าการปรากฏตัวของชายหาดและปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเหตุการณ์การสูญพันธุ์ในระดับต่างๆล่ะ?
SAM – คุณหมายความว่า ..?



Heartman –  ใช่แล้ว ! Death Stranding ของเราอาจเป็นแค่ครั้งล่าสุดจากหลายๆครั้งที่ผ่านมา  จากบันทึกและงานวิจัยต่างๆที่คุณช่วยให้เราสามารถกู้คืนมาได้ มันชี้ชัดเลยว่า เรากำลังอยู่ในช่วงกลางของ การสูญพันธุ์ครั้งที่หก
SAM – การสูญพันธุ์ครั้งที่หก เนี่ยนะ บ้าน่า !



Heartman –  แล้วคุณรู้จักมั๊ยว่านี่คืออะไร? 
SAM – รู้สิ ซากแมมมอธแช่แข็งจากหมื่นปีที่แล้วใช่มั๊ย?
Heartman –  ถูกต้อง 


Heartman –  แล้วนี่ล่ะ?  
SAM – ซากมนุษย์น้ำแข็งจากเมื่อ เอ่อ ห้าสิบสามร้อยปีก่อน 
Heartman –  ถูกต้อง ... และทั้งคู่มีสายสะดือเหมือนกัน 
SAM – ห๊ะ ! เลอะเทอะน่า ?
Heartman – ลองคิดเล่นๆนะ แล้วถ้าเกิดว่าแมมมอธกับมนุษย์น้ำแข็งนี่ไม่ได้ถูกแช่แข็งล่ะ?
SAM – คุณจะบอกว่ามันถูกหยุดเวลาเอาไว้เหมือนกับ Mama งั้นหรอ?
Heartman –  น่าเสียดายที่ตัวอย่างเหล่านี้ทั้งหมดสูญหายไปตอนเกิด Death Stranding หมดแล้วเลยไม่สามารถทดสอบมันได้อย่างจริงๆจังๆ แต่ก็ยังมีบางส่วนของข้อมูลที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง และจากการช่วยเหลือของเครือข่าย Chiral network และความรู้ของนักชีววิทยาพัฒนาการเชิงวิวัฒนาการ (Evo - devo biologist ) เราอาจรวบรวมข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ให้มารวมเป็นหนึ่งเดียวได้อีกครั้ง


Heartman –  เอาล่ะ แล้วนี่ล่ะ .. ไดโนเสาร์จากเมื่อหกสิบห้าและครึ่งล้านปีก่อน มีสายสะดือและไม่ย่อยสลาย 
SAM – สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้นที่มีสายสะดือไม่ใช่หรอ?
Heartman –  อะ อะ ไม่ใช่ – สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้นที่มีสายสะดือสำหรับให้กำเนิดลูก แต่นี่มันเป็นอีกแบบนึง มันเรียกว่า Strand ซึ่งมาจากโลกอีกด้าน ผมว่าสายสะดือของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็น Strand อีกประเภทนึงที่วิวัฒนาการมาตามกาลเวลา เราไม่ควรคิดว่าทุกอย่างเกี่ยวกับdeath Stranding จะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราอยู่ตลอด



Heartman –  ไทรโลไบต์ , แอมโมไนต์ , ไดโนเสาร์  แมมมอธ , มนุษย์น้ำแข็ง ทั้งหมดถูกเก็บรักษาเอาไว้ด้วยภาวะเหนือกาลเวลา และทั้งหมดก็พบ Strand อยู่ด้วย ซึ่งบอกได้ว่าทั้งหมดอาจมีการเชื่อมต่อกับชายหาด 



Heartman –  และเมื่อมองในบริบทของทฤษฎีการสูญพันธุ์ของผมที่เรียกว่า Extinction Entity (EE) ทำให้ผมคิดได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มี Strand นั้นคือสิ่งที่มีอำนาจในการกำจัดมวลมนุษยชาติและทุกสิ่งที่อยู่บนโลกอย่างแท้จริง


Heartman –  คุณเห็นมั๊ยแซม เหล่า EE นั้นสามารถเชื่อมต่อกับชายหาดด้วย Strand ของพวกเขา และผ่านการเชื่อมต่อนี้ทำให้พวกเขานำมาซึ่งการเกิด Death Stranding
SAM – คุณจะบอกว่า Bridget ก็เป็นพวก  Extinction Entity (EE) งั้นหรอ?
Heartman –  มันยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้อย่างชัดเจนและเมื่อคุณเผาร่างของเธอไปแล้ว เราจึงไม่มีวันจะทดสอบเพื่อหาคำตอบนั้นได้เลย 
SAM – Higgs เคยบอกว่า Amelie เป็น EE งั้นเธอก็ไม่ใช่ผู้มีความสามารถของ DOOMS เหมือนกับพวกเรางั้นหรอ? 
Heartman – คิดสิ แซม … ถ้าสมมุติว่าประธานาธิบดี  Strand เป็น EE จริงๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ลูกสาวของเธอจะไม่ได้เป็น  อย่างน้อยที่สุด Higgs ก็ต้องการตัวเธออย่างที่สุดเพราะไม่สามารถใช้งานประธานาธิบดี  Strand ได้แล้ว 
SAM – งั้นเขาก็ลักพาตัวเธอไปเพื่อต้องการใช้พลัง EE ของเธอหรืออะไรก็ตามเพื่อทำให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่งั้นหรอ?
Heartman – อืมมม ก็อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ใช่ แต่ผมเดาว่า EE คนเดียวก็มีพลังมากพอที่จะทำให้เกิด Death Stranding ได้แล้ว ซึ่งผมเดาว่า Amelie เป็น EE
SAM – งั้น Higgs ก็มั่นใจว่าเธอมีสิ่งที่เขาต้องการ  
Heartman – ใช่แล้ว เราถึงต้องพาตัวเธอกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ยังไงล่ะ

              -- อีก 1 นาทีจะเกิดสภาวะหัวใจหยุดเต้น ---
              ..กรุณาหาที่ยึดเกาะเพื่อความปลอดภัย --


Heartman –  อ่า ... เอาล่ะ แซม มุ่งตะวันตกต่อได้เลย 
SAM – แล้วคุณจะให้ผมรับมือกับ Die – Hardman ยังไง?
Heartman –  ก็ทำอย่างที่คุณเคยทำมาแบบปกติๆนั่นแหละ ถ้าทำให้เขาเกิดระแวงสงสัยคงไม่ดีกับเราเท่าไหร่ ถึงยังไงก็ต้องเดินหน้าทำหน้าที่ของคุณต่อไปนั่นแหละเพราะเรายังต้องการสัญญาณเครือข่าย Chiral network เพิ่มอยู่ดี 


  --- เปิดการใช้งานระบบรักษาความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ ---


           ---- สภาวะหัวใจหยุดเต้นจะเกิดขึ้นใน 5 – 4 – 3 – 2 – 1 ----


สำรวจ Delivery terminal ที่ Heartman’s Lab เลือกทำภารกิจ 
[Order No. 62] Repair: Chiral Relay


Die – Hardman –  ถึงเวลาแล้วแซม เมื่อคุณพร้อม ภารกิตต่อไปคุยต้องเดินทางไปยังชายฝั่งของ ทะเลสาบน้ำมันดินเพื่อเปิดระบบการทำงานของ chiral relay แล้วก็ใช้ Q-pid ทำให้มันออนไลน์อีกครั้งได้เลย เราเตรียมส่งของที่จำเป็นเอาไว้ให้คุณแล้ว แต่สิ่งของต่างๆก็มีไม่มากต้องใช้อย่างจำกัดด้วย เลือกเอาที่จำเป็นต้องใช้ไปก็แล้วกัน เดี๋ยวจะแบกให้หนักเกินไปจนทำให้เดินทางลำบากเปล่าๆ .. Heartman รู้จักพื้นที่นั้นดีกว่าผม เขาคงถึงเวลาตื่นแล้ว รับข้อมูลเพิ่มจากเขาเลยก็แล้วกัน



Heartman –  เอาล่ะ เกี่ยวกับที่ Waystation นั่น เราตั้งใจว่าจะให้คนที่เราคัดเลือกไปประจำการที่นั่นแต่ก็ต้องเสียมันไปจากน้ำมันดินที่ท่วมขึ้นมาจนทำให้มันจมลงไปกว่าครึ่ง ..จริงๆแล้ว เอ่อ เราระงับการก่อสร้างไปก่อน เพราะเราคิดว่ามันไม่เสถียรและไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่จะก่อสร้างต่อ แต่ตอนนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ..หวังว่าเราคงไม่เลือกทำมันตอนที่สายไปแล้วหรอกนะ โชคดีสำหรับเราที่โครงสร้างมันยังคงไม่บุบสลาย สิ่งที่คุณต้องทำก็คือนำส่ง วัสดุที่จำเป็นไปที่นั่นก็ถือว่าเสร็จงาน และผมเกรงว่ามันจะเป็นทางเดียวทีจะขยายเครือข่ายไปทางตะวันตกเพื่อช่วย Amelie ได้ พวกเราเชื่อใจคุณว่าคุณต้องทำได้แซม 


                                     [Order No. 62] 

                             Repair: Chiral Relay



ภารกิจนี้คือการนำส่ง Relay Repair Unit 5 ชิ้นไปยัง Chiral Relay ที่ตั้งอยู่บนแหลมทางทิศใต้ติดกับทะเลสาบน้ำมันดิน


เส้นทางที่สะดวกที่สุดคือ เดินทางมาที่ The Paleontologist แล้วเดินทางลงใต้ต่อเพื่อไปยังที่ตั้งของ Chiral Relay ที่ตั้งอยู่บนแหลมริมทะเลสาบน้ำมันดิน


เมื่อมาถึง Chiral Relay แล้วก็เข้าไปใช้ Delivery terminal เพื่อใช้ Q-pid เชื่อมต่อเครือข่ายกับ UCA ได้เลย


Die – Hardman –  เพียงเท่านี้ การเชื่อมต่อทั้งหมดของเราก็สมบูรณ์แล้ว ที่เหลือคุณก็ต้องข้ามทะเลสาปน้ำมันดินนั่นไป เราเขาใกล้ Amelie มากแล้ว เพื่อโอกาสที่สองของอเมริกา ..Edge Knot city กำลังรออยู่ เจ้าหน้าที่ที่เราส่งไปเริ่มสร้าง Safe house ไว้รอแล้ว อีกไม่นาน พวกเขาก็จะดำเนินการสร้างสถานีแห่งใหม่จนเสร็จได้ ทั้งหมดก็เพื่อสานต่อเหล่าผู้กล้าที่สูญเสียไปจากทะเลสาปน้ำมันดินนี้  ขอบคุณคุณมากนะแซม เอาล่ะ ทีนี้ลองหาวิธีนำคุณข้ามทะเลสาปน้ำมันดินนี้ได้แล้ว


เป้าหมายต่อไปคือ หาทางข้ามทะเลสาบน้ำมันลงไปยัง Edge Knot city ที่จุดหมายของภารกิจที่อยู่ทางใต้


จาก E-mail ของ Evo-Devo Biologist ที่ส่งมาถึงแซมให้ข้อมูลว่า คุณสมบัติของน้ำมันดินที่นำมาจากจุดที่พบแอมโมไนต์ที่มีสายสะดือที่ส่งมาให้ทดสอบพบว่ามันไม่เหมือนน้ำมันดินทั่วไป ซึ่งน่าแปลกที่ไม่พบ fossil ชนิดอื่นๆผสมอยู่เลยเหมือนทุกอย่างถูกสต๊าฟเอาไว้ตั้งแต่ยุคที่เกิดการสูญพันธ์ครั้งใหญ่ เหมือนว่าวัตถุที่จมอยู่ใต้น้ำในระดับความเข้มข้นของน้ำมันดินนี้มันไม่ได้ไหลไปไหนนอกจากไหลย้อนกลับไปยังต้นตอที่มาของมัน ตอนที่โยนระเบิดนิวเคลียร์ลงไปที่ทะเลสาบ ระเบิดอาจถูกส่งไปยังอีกด้านก็ได้ อีกนัยนึงอะไรก็ตามที่ถูกส่งไปยังอีกโลกนั้นในทางทฤษฎีอาจย้อนกลับมาทางเดิมดั่งที่พบซากอาคารที่จมอยู่ใต้น้ำมันดินมีจำนวนที่เพิ่มขึ้น จากทฤษฎีนี้อาจหมายถึง น้ำมันดินนี้อาจเป็นประตูที่จะพากลับไปยังต้นตอของมันได้

วิธีที่จะข้ามทะเลสาบนี้ไปแซมต้องเดินจาก Chiral Relay ไปยังปลายแหลมที่อยู่ทางตะวันออกซึ่งที่นั่นเป็นอณาเขตของพวก BT


แล้วยอมให้พวกมันจับตัวลากลงไปในทะเลสาบน้ำมันดิน แซมจะถูกน้ำมันดินพัดไหลย้อนกลับไปยังพื้นที่ด้านในของทะเลสาบน้ำมันดินทันที


ทันทีที่ผ่านเข้ามายังอีกฝั่งของทะเลสาบน้ำมันดิน แซมจะพบกับ BT รูปร่างวาฬขนาดใหญ่กำลังเวียนว่ายไปมาในน้ำมันดินเต็มไปหมด


แซมต้องพยายามวิ่งไปตามซากเมืองต่อเนื่องกันไปยังจุดเป้าหมายของภารกิจที่อยู่ทางตะวันตกโดยต้องระวังพวก BT วาฬที่ว่ายไปมาในน้ำมันดินด้วย


วิ่งไปตามซากเมืองจนไปถึงยังจุดหมายของภารกิจแซมจะพบ Amelie ยืนอยู่ เขาจึงรีบเข้าไปหาทันที แต่ดูเหมือนว่า


                                       SAM - Amelie


นอกจาก Amelie จะไม่ยื่นมือมาดึงแซมที่อยู่กลางทะเลสาบน้ำมันดิน เธอยังหันหลังเดินกลับไปอย่างไม่ใยดีปล่อยให้แซมจมลงไปในทะเลสาบน้ำมันดินทันที


                                         UPDATE  2 / April / 2020